ภาวะตลาดน้ำมัน: น้ำมัน WTI ปิดร่วง $7.97 คาดสงครามอิหร่านจบเร็วหลังเดโมแครตชนะเลือกตั้ง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 8% ในวันพุธ (4 พ.ย.) หลังจากพรรคเดโมแครตสามารถโค่นเอาชนะพรรครีพับลิกันของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งนักลงทุนมองว่าการเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสเช่นนี้อาจทำให้สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยุติลงเร็วขึ้น

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 7.97 ดอลลาร์ หรือ 8.29% ปิดที่ 88.12 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 8.98 ดอลลาร์ หรือ 8.67% ปิดที่ 94.62 ดอลลาร์/บาร์เรล

ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ต่างก็ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. หลังจากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้สามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรส ขณะที่ปธน.ทรัมป์ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนการที่จะโจมตีอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ และยอมรับว่าการทำสงครามกับอิหร่านมีส่วนทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้

นักวิเคราะห์จาก BOK Financial กล่าวว่า การที่พรรคเดโมแครตควบคุมสภาคองเกรสอาจทำให้การใช้จ่ายทางการทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางมีความรัดกุมยิ่งขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงสันติภาพจะเกิดขึ้นในเวลาที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ความเห็นของทรัมป์ที่ว่าเขาไม่มีแผนการโจมตีอิหร่านในเร็ว ๆ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนัก

นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีรายงานว่ากาตาร์ได้เพิ่มความพยายามในการทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า ท่าทีที่เป็นปรปักษ์ของอเมริกาจะยังคงอยู่ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามากุมอำนาจในสภาคองเกรสก็ตาม

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 865,000 บาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 30 ต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.7 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 222,000 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 3.5 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 100,000 บาร์เรล

โดย รัตนา พงศ์ทวิช