
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในวันนี้ (5 พ.ย.) โดยทะยานขึ้นเหนือระดับ 4,130 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของพรรคเดโมแครตส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อ่อนตัวลง และหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ณ ช่วงเที่ยงวันนี้ตามเวลาไทย ราคาทองคำตลาดสปอตพุ่งขึ้น 1.9% สู่ระดับ 4,138.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ [GOLD.X] เพิ่มขึ้น 1.8% สู่ระดับ 4,147.59 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐลดลง 0.3% สู่ระดับ 101.27
ชัยชนะของพรรคเดโมแครตซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงตลอดทุกช่วงอายุพันธบัตรเมื่อวานนี้ และลดลงต่อเนื่องในวันนี้ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.4% ในการซื้อขายวานนี้ก่อนอ่อนค่าลงอีก
การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น
นักวิเคราะห์จาก ANZ ระบุว่า พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองจะทำให้แผนการปรับลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของทรัมป์เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การกู้ยืมของรัฐบาลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำตลอดปีที่ผ่านมา ดังนั้น หากการขยายการใช้จ่ายภาครัฐถูกจำกัดลง ก็อาจทำให้ปัจจัยสนับสนุนความน่าดึงดูดของทองคำในระยะยาวลดลงด้วย
ด้านราคาน้ำมันยังคงปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวานนี้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. โดยทรัมป์ได้ลดท่าทีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หลังพรรคของเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับการยกระดับความขัดแย้งและการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานเพิ่มเติมคลี่คลายลง
การฟื้นตัวครั้งนี้ถือเป็นการดีดตัวขึ้นที่ชัดเจนที่สุดของราคาทองคำ หลังเผชิญแรงกดดันและปรับตัวลงต่อเนื่องมาหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. อยู่มากกว่า 20%
ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้นและกระตุ้นเงินเฟ้อ ส่งผลให้มีการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ขณะนี้นักลงทุนจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนต.ค. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (6 พ.ย.) เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โดยหากข้อมูลบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง ก็อาจเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีความยืดหยุ่นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำเพิ่มเติม
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท





