“นินเทนโด” เผยยอดขาย “Switch 2” ไตรมาส 2 ร่วง 41% เซ่นพิษขึ้นราคา-ต้นทุนชิปพุ่ง

นินเทนโด (Nintendo) ค่ายเกมยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เปิดเผยในวันนี้ (5 พ.ย.) ว่า ยอดขายเครื่องเล่นเกมคอนโซลเรือธง “Switch 2” ในไตรมาส 2 ของปีงบการเงินบริษัท ดิ่งลงถึง 41% หลังปรับขึ้นราคาเครื่อง ท่ามกลางต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูง

ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. นินเทนโดขาย Switch 2 ได้ 2.67 ล้านเครื่อง ลดลง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงจากยอดขาย 3.82 ล้านเครื่องในไตรมาสก่อนหน้า โดยในระหว่างไตรมาสดังกล่าว บริษัทได้ปรับขึ้นราคาเครื่อง Switch 2 ในสหรัฐฯ แคนาดา และญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ปรับขึ้นราคาในญี่ปุ่นไปแล้วเมื่อช่วงต้นปี

ทั้งนี้ ชิปหน่วยความจำซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักของเครื่องคอนโซลยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนสวนทางกับความต้องการที่สูงมาก จนผลักดันให้ราคาชิปพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ถึงแม้ยอดขายจะชะลอตัวลง แต่นินเทนโดยังคงเป้ายอดขาย Switch 2 ตลอดปีงบการเงินที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2570 ไว้ที่ 16.5 ล้านเครื่องเช่นเดิม

ยอดขายเครื่องที่ทรุดตัวลงฉุดให้ผลประกอบการรวมต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยนินเทนโดมีรายได้ประจำไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.482 แสนล้านเยน (ราว 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่ำกว่าตัวเลข 4.8137 แสนล้านเยนที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 7.35 หมื่นล้านเยน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 8.216 หมื่นล้านเยน

ในฝั่งซอฟต์แวร์ แม้บริษัทจะมีเกมเด่นที่ทำผลงานได้ดีในปีนี้อย่าง “Tomodachi Life: Living the Dream” และ “Pokémon Pokopia” ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลเหนือความคาดหมาย แต่โดยรวมยังขาดเกมแม่เหล็กระดับฟอร์มยักษ์ ทำให้นักลงทุนต่างฝากความหวังไว้กับเกม “The Legend of Zelda: Ocarina of Time” ฉบับรีเมกที่วางจำหน่ายในวันนี้ ว่าจะช่วยปลุกยอดขายเครื่องขึ้นมาได้ ก่อนที่เกมโปเกมอน (Pokémon) ภาคใหม่จะมีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2570

ถึงกระนั้น นักวิเคราะห์ในวงการต่างกังขาว่า เกมรีเมกเพียงเกมเดียวจะช่วยรักษายอดขายเครื่องเอาไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางราคาขายที่สูงขึ้น โดยนินเทนโดต้องรีบปล่อยเกมฟอร์มยักษ์ออกมาเพิ่มในปีงบการเงินหน้า เพื่อประคองยอดขาย Switch 2 ให้เติบโตต่อเนื่อง

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์