ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 1,833.06 จุด, Nasdaq ดิ่งหนัก กังวลเดโมแครตคุมเข้ม AI

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 3% ในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงกว่า 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 19 เดือน และเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (Correction) แล้ว เนื่องจากหุ้นบริษัทผลิตชิปร่วงลงอย่างหนัก จากความกังวลว่าพรรคเดโมแครตอาจใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อควบคุมธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังกวาดชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งการเทอมของสหรัฐฯ

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,523.06 จุด ลดลง 1,833.06 จุด หรือ -3.44%
  • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,353.73 จุด ลดลง 334.89 จุด หรือ -4.36%
  • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 24,315.00 จุด ลดลง 1,421.52 จุด หรือ -5.52%

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลง 7.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 4.1%

ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงกว่า 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ส่งผลให้ดัชนีเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิคแล้วในขณะนี้

นักลงทุนวิตกกังวลว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของพรรคเดโมแครตทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในรัฐสำคัญหลายแห่ง อาจนำไปสู่การใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดต่อการขยายการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วสหรัฐฯ เนื่องจากเดโมแครตมีนโยบายคุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์และคัดค้านการลดหย่อนภาษีให้บริษัทเทคโนโลยี

ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้การเร่งก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งรวมถึง Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms จะทุ่มลงทุนในโครงการต่าง ๆ รวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายรัฐ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในปริมาณมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ จนส่งผลให้ค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น

หุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ดิ่งลงอย่างหนัก โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 9.2%, หุ้น Broadcom ร่วงลง 10%, หุ้น Oracle ร่วงลง 7% และหุ้น Qualcomm ร่วงลง 9.5%

หุ้นบริษัทผลิตชิปที่จัดหาชิ้นส่วนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูง ถูกเทขาย โดยหุ้น Meta Platforms ร่วงลง 4% ขณะที่หุ้น Amazon.com และหุ้น Alphabet ต่างก็ปรับตัวลง 2.2%

หุ้นบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับ AI หรือ Neocloud ปรับตัวลงด้วย โดยหุ้น CoreWeave ดิ่งลง 9.8% ขณะที่หุ้น Nebius ร่วงลง 15%, หุ้น IREN ดิ่งลง 17%, หุ้น Core Scientific ร่วงลง 10.8% และหุ้น Applied Digital ร่วงลง 14.7%

หุ้นบริษัทสาธารณูปโภคและผู้จัดหาอุปกรณ์ที่รุกลงทุนใน AI เช่นหุ้น GE Vernova และหุ้น Constellation Energy ร่วงลง 7.5% และ 2.5% ตามลำดับ

หุ้นบริษัท Tesla และหุ้น SpaceX ของอีลอน มัสก์ ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยดิ่งลง 10.7% และ 9% ตามลำดับ หลังจากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม โดยอีลอน มัสก์ ได้ทุ่มเงินจำนวนมากในการสนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน รวมถึงความพยายามในการรักษาฐานเสียงของพรรครีพับลิกันในรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นรัฐที่ตั้งของทั้งสองบริษัท

ส่วนดัชนี Philadelphia SE Semiconductor (SOX) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นกลุ่มชิป ร่วงลง 12%

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้ (6 พ.ย.) อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.จะทรงตัวที่ระดับ 4.2%

สำหรับความคิดเห็นล่าสุดของเจ้าหน้าที่เฟด โธมัส บาร์กิน ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ คาดการณ์ว่า เฟดอาจต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมกับแสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และกล่าวว่า นโยบายการเงินจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 80.9% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.

โดย รัตนา พงศ์ทวิช