ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มของภาคธุรกิจดังกล่าว หลังพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การอ่อนตัวของหุ้นกลุ่มกลาโหมยังซ้ำเติมการปรับตัวลงของตลาด
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 654.87 จุด ลดลง 2.53 จุด หรือ -0.38%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,205.37 จุด เพิ่มขึ้น 27.48 จุด, +0.34%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,325.01 จุด ลดลง 112.66 จุด หรือ -0.43%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,782.66 จุด ลดลง 46.55 จุด หรือ -0.43%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 3.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน โดยปรับตัวตามทิศทางขาลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ซึ่งดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักกำลังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะปรับฐาน
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิปเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในดัชนี STOXX 600 โดยหุ้น Soitec ร่วงลง 16.7% ขณะที่หุ้น Infineon ร่วง 8.5% และหุ้น Aixtron ปรับตัวลง 9.8% ส่วนหุ้น ASML ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลดลง 6.6% และหุ้น Siltronic ร่วงลง 12.3%
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้กำลังเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปยังหุ้นกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่เทคโนโลยี รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากตลาดสหรัฐฯ ไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ อันเป็นผลมาจากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอม
แนวโน้มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากมีความกังวลว่า การตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) อาจทำให้การใช้จ่ายเพื่อพัฒนา AI ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า คำสั่งซื้อที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะได้รับผลกระทบ
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กฎระเบียบด้านปัญญาประดิษฐ์จะเข้มงวดขึ้นยังคงมีอยู่ แต่ในขณะนี้ความกังวลดังกล่าวดูเหมือนจะถูกชดเชยด้วยการลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่แข็งแกร่ง และผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ยังคงมีความยืดหยุ่น
หุ้นกลุ่มกลาโหมร่วงลง 2.6% โดยได้รับแรงกดดันจากการดิ่งลง 16.1% ของหุ้น Rheinmetall หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์ยอดขายในปี 2569 เป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลา 3 เดือน
ก่อนหน้านี้ ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ตลาดมีความคาดหวังสูงว่า ความพยายามในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีความคืบหน้าเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตอาจเข้ามาควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐที่มากเกินไป รวมถึงนโยบายที่มุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ธนาคารยุโรปและพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางของสงครามอิหร่าน โดยการปรับขึ้นของราคาน้ำมันยิ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในยุโรป เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
หุ้น Air France-KLM พุ่งขึ้น 12% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่หุ้น Orsted บริษัทพลังงานหมุนเวียน ปรับตัวขึ้น 3.5% หลังรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ส่วนหุ้น Aker BP ลดลง 5.6% หลังจาก BP ขายหุ้นสัดส่วน 5% ในบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของนอร์เวย์แห่งนี้
สำหรับตลาดหุ้นอังกฤษ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีในวันพฤหัสบดี พร้อมเตือนว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





