ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มกลาโหม ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,782.66 จุด ลดลง 46.55 จุด หรือ -0.43%
BoE ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณว่า อาจมีการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากสงครามอิหร่านยังคงส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
BoE ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 5% ภายในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ของ BoE มากกว่า 2 เท่า
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่า BoE จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ประเด็นสำคัญคือจะต้องปรับขึ้นอีกกี่ครั้ง พร้อมระบุว่า นักลงทุนกำลังคาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง
หุ้นกลุ่มการเงินเป็นปัจจัยฉุดดัชนี FTSE 100 มากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเพิ่งปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 6 เดือนเมื่อวันพุธ ร่วงลง 1.3%
หุ้น HSBC, Standard Chartered, NatWest Group และ Barclays ปรับตัวลงระหว่าง 0.8-2.9%
หุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมปรับตัวลงมากที่สุดในบรรดาหุ้นรายกลุ่ม โดยร่วงลง 3% หลังพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า การใช้จ่ายด้านกลาโหมอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยหุ้น Rolls-Royce ลดลง 1.8% ขณะที่ BAE Systems ร่วงลง 5.4%
หุ้น Coca-Cola HBC เป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี FTSE 100 โดยร่วงลงเกือบ 18% ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท
หุ้น Hikma Pharmaceuticals ร่วง 3.7% หลังบริษัทผู้ผลิตยาปรับลดตัวเลขคาดการณ์กำไรทั้งปีในกรอบบนลง
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าปรับตัวขึ้น 4.2% โดยได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโดยรวม
นอกจากนี้ นักลงทุนยังเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัยต่อภาวะเศรษฐกิจผันผวน โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้น 1.4% ขณะที่หุ้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ยา และสินค้าอุปโภคบริโภค ปรับตัวขึ้นเกือบ 1%
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





