เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.9% สูงสุดในเกือบ 4 ปี จากราคาน้ำมัน-ผลกระทบน้ำท่วม-มาตรการกระตุ้นบริโภค แนวโน้ม พ.ย. บวกต่อเนื่อง

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ต.ค.69 อยู่ที่ระดับ 103.90 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.90% (จากตลาดคาด 3.0-3.3%) โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.69 เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 45 เดือน หรือเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่ม.ค.66 ที่อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 5.02%

โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากฐานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อปีก่อน ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกผักที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาผักสดบางชนิดปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นเดือนต.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยระยะสั้น และราคาผักสดได้ทยอยปรับเข้าสู่ระดับปกติในช่วงปลายเดือนต.ค.

ทั้งนี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – ต.ค.) เฉลี่ยสูงขึ้น 1.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 68

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือนต.ค.69 อยู่ที่ระดับ 103.10 เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 1.58% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้น 1.06%

ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนต.ค.นี้ ไม่ใช่เป็นผลจากปัจจัยด้านราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่อีกส่วนหนึ่งมีผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในประเทศ ที่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นถึงเกือบ 30% จากเดือนต.ค.ปีก่อน จึงมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อถึง 56% ของอัตราเงินเฟ้อทั้งหมด

อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 3.90% ในเดือนต.ค.นี้ ไม่ถือว่าเป็นระดับที่สูงมาก เพราะหากเปรียบเทียบกับในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนก.พ.65 จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของไทย อยู่ที่ระดับ 5.28% และตลอดทั้งปี 65 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระดับสูง โดยอยู่ในช่วง 4.65 – 7.86%

โดยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ย.69 คาดว่าจะยังเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ไว้ในกรอบเดิมที่ 1.8 – 2.2% (ค่ากลางที่ 2.0%) ภายใต้สมมติฐาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้ที่ 2.0-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 85-95 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน เฉลี่ยทั้งปีที่ 32.40-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ย. 69 คาดว่าจะยังคงเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนอาหารสำเร็จรูปและค่าขนส่ง รวมถึงสภาพอากาศที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรบางชนิด ขณะที่มาตรการด้านพลังงานของรัฐบาล การดูแลราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ และสถานการณ์น้ำท่วมที่คลี่คลาย จะมีส่วนช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคา และดูแลค่าครองชีพของประชาชน

โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่

  • แม้กระทรวงพลังงาน จะมีมาตรการปรับลดองค์ประกอบของโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แต่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในระดับสูง ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง
  • ราคาอาหารสำเร็จรูปมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนการประกอบอาหารที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน
  • อัตราค่าโดยสารบางประเภทมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามต้นทุนราคาเชื้อเพลิง
  • ราคาอาหารสดบางชนิดที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ มีความเสี่ยงจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในปี 2570 นั้น สนค. ยังไม่ได้กำหนดกรอบเป้าหมายไว้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้ ยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่อาจจะออกมาเพิ่มเติมในระยะถัดไป

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้พยายามเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างเต็มที่ โดยขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” ผ่านจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด 3,036 จุดทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน 27 ราย จัดกิจกรรมลดราคาสินค้าและบริการ 4,223 รายการ สูงสุดร้อยละ 78 ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

รวมทั้งติดตามสถานการณ์ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ในการบริหารต้นทุน และดูแลราคาสินค้าให้เหมาะสม และมอบหมายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ติดตามราคาและปริมาณสินค้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง

สนค. ยังได้วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ต่อเงินเฟ้อของไทย โดยชี้ว่า จากผลการเลือกตั้งที่พรรคเดโมแครตสามารถเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก ได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานั้น ชัยชนะดังกล่าวของพรรคเดโมแครต ช่วยลดความเสี่ยงและโอกาสการขยายวงของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานปรับลดลง และมีผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อให้ลดลงตามด้วย

“ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาพลังงานเป็นสำคัญ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ช่วยลดต้นทุนการนำเข้า แต่ผลยังจำกัด ในขณะที่ราคาทองคำ ไม่มีผลโดยตรงต่อ CPI”

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน