DSI ตั้งโต๊ะแถลงผลทลายเครือข่าย Forex เถื่อน พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงบัญชี สส."ภาวุธ"

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดผลปฏิบัติการ Shutdown the laundering ซื้อขาย Forex เถื่อน พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้รับการโอนเงินผ่านบริษัทเพย์เมนท์ในเครือข่ายนี้ต่อมาเป็นทอด ๆ หลายครั้งรวม 28 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังพบบุคคลอีกหลากหลายวงการ นอกจากนักการเมืองแล้วยังมีอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ชื่อดัง และดารานักแสดงชื่อดัง ที่พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายดังกล่าว โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับจ้าง รับเงินในธุรกิจเทรด และให้คำปรึกษาด้านการลงทุน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กล่าวว่า กรณีของนายภาวุธ ขณะนี้ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากการรับโอนเงินสู่บัญชีบุคคลบุคคลยังต้องพิสูจน์ว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจนก่อน และนายภาวุธยังมีเอกสิทธิ สส.คุ้มครอง โดยเมื่อปิดสมัยประชุมจะมีการออกหนังสือเชิญเข้ามาให้ข้อมูลต่อไป

พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นประเด็นการเมือง และไม่มีการเมืองเข้ามากดดัน แต่เป็นการดำเนินการตรวจสอบและขยายผลมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว

พ.ต.ต.ยุทธนา เปิดเผยว่า กรณีนี้มีการเปิดบริษัทซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เปิดเป็นโบรกเกอร์และมีการชักชวนให้มาลงทุนและได้ส่วนต่างจากค่าเงิน และมีผู้ประกอบกิจการที่เกี่ยวเรื่องนี้อยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มโบรกเกอร์มีการเปิดหน้าเว็บให้มีการมาลงทุน จากการตรวจสอบมีเครือข่ายประมาณ 4 บริษัท

กลุ่มที่ 2 ทำหน้าที่ในการชักชวนการลงทุนให้คำแนะนำต่างๆ ในลักษณะการสอนเทรด เมื่อมีผู้สนใจที่จะลงทุน ก็จะมีการแนะนำให้พบกับซื้อ-ขายกับโบรกเกอร์ในกลุ่มเดียวกัน

กลุ่มที่ 3 บริษัทที่รับส่งเงิน (payment)

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า สำหรับดาราที่มาเกี่ยวข้องคือนายรัฐภูมิ ฟิล์ม โดยมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงจากกลุ่มโบรกเกอร์ แต่ในส่วนของนายภาวุธ เชื่อมโยงจากกลุ่มเพย์เมนต์ แต่การตรวจสอบเส้นเงินขณะนี้ ทั้งสองคนยังไม่ปรากฏความเชื่อมโยงกัน ยังเป็นคนละกลุ่ม

สำหรับปฏิบัติการครั้งใหญ่ในการกวาดล้างเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) เถื่อนเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุด และอายัดทรัพย์สินหรูมูลค่ารวมกว่า 65 ล้านบาท หลังพบพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่า 500 ราย บางรายเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ด้วยการชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านโบรกเกอร์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยไม่มีผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้อง

เครือข่ายนี้มีกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Broker: IB) และบริษัทที่ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัท เรนนี่ คอร์ปอเรชัน จำกัด และ บริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ทำหน้าที่รับ-ส่งเงิน โดยกลุ่ม IB จะใช้กลอุบายสร้างความน่าเชื่อถือผ่านทางเซลส์หรือตัวแทน (Sales / Agent) คอยให้คำแนะนำดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โฆษณาชวนเชื่อผ่านภาพลักษณ์ความมั่งคั่ง รถยนต์หรู และวิถีชีวิตกินหรูอยู่สบาย เพื่อจูงใจให้เหยื่อฝากเงินเข้ามาเทรด

ในช่วงแรก กลุ่มผู้เสียหายจะสามารถถอนเงินได้จริงเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ต่อมาจะเริ่มอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น บังคับขายคอร์ส ฝากเทรดเพิ่ม หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จนในที่สุดไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยโบรกเกอร์ที่มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียน ได้แก่ QRS Global, HFM, GOFX, Eterwealth รวมถึงกลุ่ม IB เช่น อาจารย์พี, โค้ชเจมส์, JP Global, แอคมี่

นอกจากนี้ กลุ่มโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนในต่างประเทศในลักษณะ Offshore (กลุ่มประเทศนอกชายฝั่ง เช่น เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, หมู่เกาะเคย์แมน, โดมินิกา) เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศไทย ทำให้เกิดข้อพิพาทและเกิดความยากลำบากในการดำเนินคดีและการเรียกร้องสิทธิของผู้เสียหาย


พลตำรวจตรี ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้รับการแจ้งความผ่านระบบออนไลน์เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการหลอกลงทุนผ่านบริษัทผู้รับชำระเงิน (เพย์เมนท์) 2 รายดังกล่าว เบื้องต้นมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความแล้ว 65 เคส พบกลุ่มบัญชีม้ากว่า 1 พันบัญชี ความเสียหายเบื้องต้นราว 100 ล้านบาท ซึ่งจะต้องไปตรวจสอบเชิงลึกและขยายผลไปยังผู้เสียหายรายอื่น ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ต่อไป

สำหรับปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ได้ตรวจค้นเป้าหมายรวม 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ตรวจค้นบริษัท 15 แห่ง และบ้านของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 9 แห่ง ตรวจยึดทรัพย์สินและเงินสดรวมมูลค่ากว่า 65,270,000 บาท ดังนี้

รถยนต์หรูจำนวน 5 คัน และรถยนต์ทั่วไป 15 คัน

รถจักรยานยนต์ 4 คัน

เงินสดจำนวน 65,270,000 บาท

วัตถุคล้ายทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมประมาณ 50 บาท

เครื่องประดับทองคำและเครื่องประดับเพชรจำนวนหนึ่ง

กระเป๋าแบรนด์เนมมากกว่า 40 ใบ

นาฬิกาหรู 113 เรือน

เงินแท่งน้ำหนักรวม 12 กิโลกรัม

เงินสกุลต่างประเทศ มูลค่าประมาณ 600,000 บาท

อาวุธปืนจำนวน 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน

อุปกรณ์ไอที: คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง, แท็บเล็ต 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง, Hardware Wallet สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล 2 เครื่อง

สินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Bitcoin และสกุล USDT จำนวน 4 ชิ้น

เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่าย

ทั้งนี้ DSI ตรวจพบหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการแทรกแซงระบบซื้อขาย เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา และการล็อกคำสั่งซื้อขาย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาทุจริตและการฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527, พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กล่าวว่า ดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนมา 6 เดือนแล้ว พบว่า ทั้ง 24 จุด มีความเชื่อมโยงในเส้นทางการเงินกันทั้งหมด ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้มีการผ่านเพย์เมนต์ในหลายบริษัท และจากลงพื้นที่ไปตรวจสอบ พบว่า บางแห่งไม่มีสภาพเป็นบริษัท ไม่สอดคล้องกับการจดทะเบียนบริษัท จากนั้นเงินที่โอนผ่านเพย์เมนต์ทั้งหมดที่เชื่อมโยงกัน มีความเชื่อมโยงกับบุคคลใด

"ในเส้นทางการเงินที่ตรวจพบจากบริษัท ALPFX ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกับบริษัทสปาร์ค ดิจิทัล และบริษัทสปาร์ค ดิจิทัล ได้มีการโอนเงินไปยังนักการเมือง คือ คุณภาวุธ ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนเงินทั้งหมด 28 ล้านบาท จำนวนหลายครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท ประมาณ 14 ครั้ง" ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าว

ร.ต.อ.เขมชาติ ระบุเพิ่มเติมว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ พบว่า บริษัท ALPFX มีลักษณะเป็นบ้านทาวเฮ้าส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ไม่ได้ประกอบธุรกิจตามที่จดทะเบียนไว้จริง และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า ยอดเงินที่ตัดไป มีการผ่านบริษัทและผ่านตัวบุคคลภายในไม่กี่วินาที จำนวนหลายครั้ง ตรงนี้เราถึงต้องไปตรวจสอบ และรอคำชี้แจงว่า เงินที่เข้าไปหลายล้านบาทมีการเข้าบัญชีส่วนตัวและเกี่ยวข้องกับบริษัทอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนกำลังขยายผลต่อ ซึ่งน่าเชื่อว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน ในหลายๆวงการ

ร.ต.อ.เขมชาติ กล่าวว่า ประเด็นนี้การโอนเงินเข้าสู่บัญชีบุคคลไม่ได้หมายความว่า เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจนหรือไม่ ซึ่งทางดีเอสไอยินดีรับฟังคำชี้แจง เพื่อพิจารณา โดยนายภาวุธที่ถูกกล่าวหายังไม่ใช่ผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาแต่อย่างใด เพียงแต่มีเส้นทางการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ดีเอสไอจึงจำเป็นต้องไปตรวจสอบ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับนักแสดงบางคนด้วย ซึ่งเป็นคนที่เคยขับเคลื่อนอีกบริษัท โดยเชื่อมโยงกับที่มีผู้เสียหายมาร้องเรียน

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เขมชาติ เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้อายัดบัญชีของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมด จำนวน 77 ราย ประกอบด้วยบัญชีนิติบุคคลทั้งหมด 20 รายและบัญชีส่วนบุคล 57 ราย และเปิดโอกาสให้นำเสนอต่อเจ้าหน้าที่ ข้อมูลทางการเงินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงหรือการกระทำผิดหรือไม่