ชี้ทองปี 63 แนวโน้มขาขึ้น จับตา 5 ปัจจัยบวกหนุน

  • วายแอลจี เปิด 5 ปัจจัยที่ต้องจับตาสำหรับตลาดทองคำในปี 2563 โดย สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยังเป็นอันดับ หนึ่งที่นักลงทุนต้องจับตา
  • มองระยะยาวราคาทองยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น
  • คาดปี 2563 ราคาทองมีกรอบเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 19,850-23,100 บาท/บาททองคำ
  • กลยุทธ์จัดพอร์ต เน้นกลยุทธ์เล่นสั้น แนะเพิ่มสัดส่วนทองเป็น 15% เพื่อกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ในปี 2563 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่องจากปี 2562 มองระยะยาวราคายังเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น

คาดมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,390 – 1,616 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 19,850-23,100 บาท/บาททองคำ โดยมีแนวรับบริเวณ 1,445-1,390 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 20,600-19,850 บาท/บาททองคำได้ และยังมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบระดับสูงสุดของปี 2562 บริเวณ 1,557-1,535 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 22,250-21,900 บาท/บาททองคำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากราคาทะลุผ่านแนวต้านดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่ง จะเพิ่มโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นต่อเพื่อทดสอบระดับ 1,603-1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 22,900-23,100 บาท/บาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2013 และกรอบราคาทองคำด้านบนที่ YLG ประเมินไว้

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์เชิงบวกต่อราคาทองคำในปี 2563 YLG ได้ประเมินไว้ 5 ปัจจัย ได้แก่

  1. สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ และยังเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งจะความต้องการทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
  2. ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรรมการเฟดผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อกำหนดนโยบายการเงินในปี 2563 จะมีมุมมองสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าวลดลงจากปี 2562 จึงยิ่งเสริมโอกาสที่เฟดจะยังคงจุดยืนของการดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลาย นั่นช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย
  3. ความขัดแย้งในประเทศต่าง ๆ เช่นตะวันออกกลางที่ยังไม่น่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ ส่วนสถานการณ์ Brexit ก็ยังมีความคลุมเครือ บวกรวมกับเกาหลีเหนือที่ออกมาขู่ว่าจะกลับเดินหน้าทำการทดลองนิวเคลียร์และทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ไม่เพียงเท่านั้น การเมืองสหรัฐกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับกระบวนการถอดถอน(Impeachment) ขณะที่ปี 2563 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย.อีกด้วย ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน
  4. ความวิตกเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะลดลง โดยความเสี่ยงยังคงอยู่ เนื่องจากการเกิดกราฟอัตราผลตอบแทนกลับหัว (Inverted Yield Curve) ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีในปี 2562 ถือว่านานมากพอที่จะเป็นสัญญาณถดถอย
  5. ธนาคารกลางและกองทุนเข้าซื้อทองคำ หากเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจริง จะกระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกยิ่งต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ทองคำจะทะยานขึ้นอย่างมาก เสริมด้วยแรงซื้อทองคำจากภาคธนาคารกลางที่มีแนวโน้มจะดำเนินไปต่อในปี 2563 ส่วนกองทุน SPDR คาดว่าจะยังคงถือครองทองคำเพิ่มขึ้นหลังจากปี 2562 มีการถือครองทองคำเพิ่มมากกว่า 100 ตัน ขณะเดียวกัน แรงเก็งกำไรในทิศทางบวกสำหรับสัญญาฟิวเจอร์สทองคำตลาด COMEX ยังคงหนาแน่น

ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด จึงถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์ในเชิงบวกของราคาทองคำจาก YLG อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และยังคงยกให้สงครามการค้าจีน-สหรัฐเป็นไฮต์ไลท์หลักของปี 2563

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับปี 2563 คือ การเน้นทำกำไรระยะสั้นตามแนวโน้มหลักของราคาทองคำ และตั้งจุดขาดทุนประกอบการลงทุนทุกครั้ง พร้อมติดตามข่าวสารและประเมินปัจจัยต่าง ๆ เป็นระยะ เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันสถานการณ์ รวมถึงพิจารณาใช้ประโยชน์ของทองคำในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยแนะนำถือครองทองคำในสัดส่วน 15% เพื่อกระจายความเสี่ยง ท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2563

ขณะที่บริหารความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทด้วยการใช้สัญญาดอลลาร์ฯล่วงหน้า หรือพิจารณาเลือกการลงทุนทองคำที่ตัดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน อาทิ TFEX Gold Online Futures

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ธ.ค. 62)

Tags: , ,