ผบช.น.ปัดตร.ขับรถชนแล้วหนี แต่ถูกขัดขวางเส้นทางและรุมทำร้าย ยันไม่ได้กระทำเกินกว่าเหตุ

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้แต่งกายคล้ายตำรวจก่อเหตุขับรถชนผู้ชุมนุมบริเวณแยกดินแดงแล้วหนีว่า บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับคำสั่งให้นำรถผู้ต้องขังไปจอดรถคำสั่งอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หลังจากเวลา 23.00 น.เศษ ได้รับแจ้งว่าเหตุการณ์เป็นปกติแล้วจึงขับรถกลับหน่วยงานผ่านมายังบริเวณนั้นแล้วเจอกลุ่มผู้ชุมนุม 6-7 คนเข้ามารุมทุบตีรถและปาวัตถุมีเสียงดังคล้ายระเบิดเพื่อพยายามขัดขวาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวพยายามขับรถหลบหนีและมีการเฉี่ยวชนแต่ไม่ได้รับอันตรายรุนแรง โดยได้ขับรถมาจอดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าเพราะรถได้รับความเสียหายขับต่อไปไม่ได้ พร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดทราบ ซึ่งมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพร้อมแจ้งความลงบุนทึกประจำวันไว้ที่ สน.ดินแดง และในวันนี้จะได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกทำร้ายและทำลายทรัพย์สิน ขณะเดียวกันได้มีการตรวจสอบไปยังสถานพยาบาลในพื้นที่โดยรอบก็ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้ารับการรักษาเนื่องจากบาดเจ็บถูกรถเฉี่ยวชน

ผบช.น. ยืนยันว่า ไม่ใช่คนขับมองไม่เห็น แต่ขณะนั้นถูกรุมทำร้ายทุบตีและเข้ามาขัดขวางเส้นทาง ตำรวจพยายามเบรค และหยุดดู พร้อมทั้งรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ทั้งนี้ไม่ใช่การชนแล้วหนี แต่เจ้าหน้าที่พยายามตรวจสอบสถานพยาบาลใกล้เคียง ก็ไม่พบว่ามีใครเข้ารับการรักษา ซึ่งบุคคลใดที่ได้รับบาดเจ็บจากการดำเนินการของตำรวจก็สามารถเข้าร้องทุกข์ได้เช่นกัน เป็นสิทธิตามกฎหมาย

“คงไม่ใช่ก็ชนแล้วหนีตามที่มีการกล่าวหา เพราะมีการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรับทราบ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วได้รับแจ้งว่าไม่มีผู้บาดเจ็บจากกรณีดังกล่าว ถ้าตำรวจจอดก็ไม่รู้จะบาดเจ็บหรือรถจะเสียหายขนาดไหน เพราะหลายครั้งที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย หากมีผู้เสียหายก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเช่นกัน” พล.ต.ต.ภคพงศ์ กล่าว

ผบช.น.ยืนยันว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามกรอบของกฎหมายเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย และปฏิบัติการไปตามสถานการณ์ ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ ทั้งที่ความจริงสามารถใช้กระสุนจริงป้องกันตัวได้ แต่ที่ผ่านมายังคงใช้เพียงอุปกรณ์ป้องกันฝูงชน และพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปในเคหสถาน มีการตั้งจุดตรวจเพื่อตรวจค้นผู้ต้องสงสัย ป้องกันการนำอาวุธเข้าไปใช้ก่อเหตุรุนแรง

“ผมคงไม่ไปเอาชนะด้วยคำพูด แต่พูดในข้อเท็จจริงแล้วให้ประชาชนตัดสิน ตำรวจได้รับบาดเจ็บเยอะ ทั้งถูกของแข็งและวัตถุระเบิด แต่ยังไม่ได้ใช้อาวุธปืนสักนัด ใช้แค่อุปกรณ์ป้องกันฝูงชน” พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าว

ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น.กล่าวว่า จะมีการจัดกำลังตามสถานการณ์จากด้านการข่าว เมื่อวานนี้มีการขว้างปาของแข็ง วัตถุระเบิด วางเพลิงเผาทรัพย์ และโรยตะปูเรือใบ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหามีอาวุธ 2 ราย ส่วนวัตถุระเบิดแสวงเครื่องและไปป์บอมบ์นั้นทางหน่วยอีโอดีกำลังตรวจสอบ

สำหรับการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันมี 204 คดี ผู้ต้องหา 756 ราย สามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้แล้ว 511 ราย นอกจากนี้จะมีการรวบรวมพยานพลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อยุยงปลุกปั่น ส่วนความคืบหน้าคดีที่มีเยาวชนถูกยิงอาการสาหัสนั้นกำลังรอพยานหลักฐานบางอย่างเพื่อให้เกิดความชัดเจขนและความสมบูรณ์ของคดี

ส่วนกรณีที่มีการนัดหมายชุมนุมผ่านช่องทางออนไลน์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ก.ย. จะมีการรวมตัวกันของกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มทะลุแก๊ส ยังไม่ทราบเวลา นัดหมาย ที่แยกดินแดง บช.น. ขอเตือนว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ประกาศ เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด การชุมนุมหรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่โรค จะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 10 ลง 31 ส.ค.64 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ อีกส่วนหนึ่ง โดยทาง บช.น. ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไว้แล้ว

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีสถานทูตญี่ปุ่นแจ้งเตือนพลเมืองของตนเองนั้นเป็นไปตามวงรอบ ซึ่งจากการประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงและสันติบาลแล้วยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเรื่องการก่อการร้าย การเฝ้าระวังสถานที่สำคัญขององค์กรระหว่างประเทศเป็นไปตามปกติ ยังไม่มีจุดใดต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.ย. 64)

Tags: , , , ,