แนวโน้มหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์กรอบจำกัดไร้ปัจจัยบวกใหม่-รอประชุมเฟด

นักวิเคราะห์คาดแนวโน้มดัชนีเช้านี้ตลาดยังแกว่งไซด์เวย์กรอบจำกัด ไม่มีปัจจัยบวกใหม่ รอการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า และวันนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้น นักลงทุนระมัดระวังเทรดหุ้น แต่อาจเข้าซื้อกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการ Lockdown และแนะติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่ตลาดเอเชียบวกลบเล็กน้อยเพราะขาดปัจจัยใหม่เช่นกัน พร้อมให้แนวรับอยู่ที่ 1,620 จุด และให้แนวต้านที่ 1,640-1,642 จุด และ 1,646 จุด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีเช้านี้คาดว่าน่าจะแกว่งไซด์เวย์ในกรอบจำกัด เหมือนในช่วง 2-3 วันก่อน เพราะนักลงทุนยังคงรอติดตามตัวเลขการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า และอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือจำนวนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในวันนี้ ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อหุ้นมากขึ้น และอาจจะเห็นการซื้อหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการ Lockdown

ทางด้านปัจจัยบวกยังไม่มีอะไรใหม่ อาจจะยังคงต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐต่อไป

สำหรับตลาดเอเชียคาดว่าจะมีบวกลบสลับกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยอะไรใหม่เช่นกัน

พร้อมให้แนวรับอยู่ที่ 1,620 จุด และให้แนวต้านที่ 1,640-1,642 จุด และ 1,646 จุด

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (16 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,751.32 จุด ลดลง 63.07 จุด (-0.18%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,473.75 จุด ลดลง 6.95 จุด (-0.16%), ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,181.92 จุด เพิ่มขึ้น 20.39 จุด (+0.13%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ ,595.27 จุด ลดลง 11.82 จุด (-0.33%), ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ 30,387.54 จุด เพิ่มขึ้น 64.20 จุด (+0.21%) และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 24,589.17 จุด ลดลง 78.68 จุด (-0.32%)
  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (16 ก.ย.) 1,631.70 จุด เพิ่มขึ้น 3.66 จุด (+0.22%)
  • นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,354.86 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 ก.ย.64
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ต.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (16 ก.ย.) ปิด 72.61 ดอลลาร์/บาร์เรล ทรงตัวจากวันก่อนหน้า
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (16 ก.ย.) อยู่ที่ 5.62 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 33.15 อ่อนค่าจากวานนี้เกาะกลุ่มภูมิภาค ให้กรอบวันนี้ 33.10-33.25ฃ
  • กระทรวงท่องเที่ยวฯ ประสานทุกหน่วยงาน เร่งเตรียมพร้อมเปิด “แบงค็อก แซนด์บ็อกซ์” “พิพัฒน์” ย้ำเงื่อนไขฉีดวัคซีน 70% “ภาคบริการ” ร้านอาหาร แท็กซี่ ขนส่ง 100% หารือ ศบค. 24 ก.ย.ผ่อนปรนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร-โรงแรม “ภาคธุรกิจ” จี้รัฐเข้มมาตรการสกัดเสี่ยง “อนุทิน” ย้ำฟังทีมแพทย์กำหนดแผนเปิดเมือง อย.อนุมัติใช้โมเดอร์นากลุ่มอายุ 12-17 ปี นายกฯปลื้มยอดติดเชื้อรายใหม่ลด
  • “อาคม” เร่ง “สศค.- แบงก์ชาติ” สรุปแนวทางผ่อนเกณฑ์ ช่วยเหลือสายการบินกู้เงินเพิ่ม ชี้หลังคลายล็อกดาวน์กิจกรรมเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจจะกลับมาดีขึ้น
  • “มอร์นิ่งสตาร์” ชี้กองทุนไทยไร้กระทบ เอเวอร์แกรนด์ ส่อผิดนัดชำระหนี้ ด้าน “บลจ.กรุงไทย” รับมีสัดส่วนน้อยมากแค่ 0.14% ของกองทุนไชน่าบอนด์ และปรับพอร์ตได้ มองจีนยังน่าลงทุนระยะยาว บลจ.ยูโอบี ไม่มีลงทุน
  • สมาคมการขายตรงไทยโอดโควิดทุบยอดขายธุรกิจขายตรงครึ่งปีแรกติดลบมากกว่า 5% เผยกลุ่มสินค้าสุขภาพเติบโตแรง ติดลบมากกว่า คาดมาตรการรัฐพลิกครึ่งปีหลังเริ่มฟื้นกลับมาสดใส
  • ม.หอการค้าไทย คาดเปิดกรุงเทพฯ 15 ต.ค. ดันเงินสะพัด 2-3 หมื่นล้าน ช่วยกระตุกเศรษฐกิจปลายปี เอกชนประสานเสียง หนุนทยอย “เปิดเมือง” ต.ค.นี้ แต่ต้องมีมาตรการคุมเข้มการระบาด ขณะที่สมาคมโรงแรมไทยอยากให้ร่นเปิดกรุงเทพฯ เป็น 10 ต.ค. เพื่อครอบคลุมวันหยุดพิเศษ ด้าน ททท.ยันออกมาตรฐานให้ทันแน่ ย้ำเปิดกรุงเทพฯ เร็วกว่า 15 ต.ค. ไม่ได้ต้องรอคนฉีดวัคซีนครบ 70% ก่อน

หุ้นเด่นวันนี้

  • APURE (เอเชียเวลท์) “ซื้อ”.เป้า 10.60 บาท คาดผลประกอบการปี 64-65 เติบโต แม้โควิดกดดันการฟื้นตัว H2/64 แต่ยังเชื่อเติบโต HoH คงกำไรสุทธิปี 64 เท่าเดิมเติบโต 39%YoY โดยกำไร 6M64 คิดเป็น 35% ของประมาณการปี 64 คาดปี 65 เติบโตจากการขยายกำลังผลิตรองรับออเดอร์ Walmart และการทำตลาดยุโรป รวมถึงสินค้า House Brand เราปรับกำไรสุทธิปี 65 เพิ่ม 9.4% มาที่ 557 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31%YoY แผนลงทุนน่าสนใจ มีแผนขยายสินค้าใหม่อย่างข้าวโพดแช่แข็งและมีแนวโน้มร่วมลงทุนกับบริษัทกระป๋องบรรจุอาหาร
  • IP (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” เป้า 25.50 บาท มีมุมมองเชิงบวกโดยการซื้อ 2 โรงงานผลิตยา Modern Pharma และ Teva ทำให้ IP มี Capacity เพียงพอในการเติบโตระยะยาวสำหรับการขยายตลาดทั้ง B2B และ B2C โดยเฉพาะการออนสินค้าใหม่ปัจจุบันเริ่มขายผลิตภัณฑ์ที่ JV กับ TU ให้โรงพยาบาลแล้ว และ 4Q21 จะเริ่มทำตลาดไซริงค์และหลอดเลือดร่วมมือกับ PJW ส่วนผลิตภัณฑ์กัญชงคาดเริ่มขาย 1Q22 ยังคาดกำไรปี 64-65 +106% Y-Y และ +35% Y-Y
  • TU (เมย์แบงก์กิมเอ็ง) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 24.6 บาท คาดกำไร Q3/64 ยังอยู่ในเฏณฑ์ดี เนื่องจากเป็นไฮซีซั่น และได้ปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าล่าสุดทะลุ 33 บาทแล้ว ผสานกับยอดขายอาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยงยังมี Demand ค่อนข้างสูงทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ และการSpin off บริษัทลูกปลดล็อก Value

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 64)

Tags: , , ,