GLOBAL คาด Q2/64 โตต่อเนื่องดันยอดขายทั้งปี 64 โต 10-15%,ราคาเหล็กสูงหนุนมาร์จิ้น

นายยุทธนา สุริยวนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสินค้านำเข้า บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) เปิดเผยว่า แนวโน้มยอดขายไตรมาส 2/64 น่าจะออกมาดีกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนค่อนข้างมาก เนื่องจากช่วงไตรมาส 2/63 มีการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบแรก ทำให้มีการปิดสาขาชั่วไปคราวไปกว่า 40 สาขา ขณะที่การระบาดรอบใหม่ในปีนี้แม้ว่าปริมาณลูกค้าจะลดลงไปบ้าง แต่สถานการณ์ดีกว่าปีก่อนเพราะยังสามารถเปิดขายสินค้าได้ตามปกติ

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในปี 64 จะเป็นการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sale Growth-SSSG) ราวที่ 10-15% ส่วนกำไรขั้นต้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 25%

บริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในประเทศไทยมีแผนขยายสาขาเพิ่ม 5 สาขา จากปัจจุบันมีทั้งหมด 73 สาขา วางงบลงทุนไม่เกิน 2 พันล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ต่อสาขาที่ 400 ล้านบาท/ปี ซึ่งในไตรมาส 1/64 ได้เปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 2 สาขา ที่ จ.มหาสารคาม และ จ.ปราจีนบุรี, ไตรมาส 2/64 ที่ จ.อุดรธานี, ไตรมาส 3/64 ที่ จ.เชียงราย และในไตรมาส 4/64 จะเปิดสาขาเกาะสมุย

ส่วนในปี 65 มีแผนจะขยายสาขาเพิ่มอย่างต่อเนื่องอีก 7 สาขา พร้อมกันนั้น ในด้านกลยุทธ์ Omni Channel ในปีนี้ บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของช่องทางออนไลน์เพิ่ม 1-2% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนยอดขายเพียง 1% ของยอดขายรวม เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าจากทั้งทางเว็บไซท์ แอปพลิเคชั่น และทางโทรศัพท์ โดยมีทั้งบริการจัดส่งและบริการรับสินค้าที่หน้าร้าน ประกอบกับมีการทำการตลาดจัดทำโปรโมชั่นออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ทั้งการส่งฟรี การลดราคา และการสะสมแต้มเพื่อแลกส่วนลด

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 1/64 ออกมาค่อนข้างดี โดยมียอดขายเติบโต 19% จากปีที่แล้ว ซึ่งมีการเติบโตจากทุกหมวดหมู่สินค้า และเป็นการเติบโตของ SSSG เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 เติบโตขึ้นมาที่ 25% จากการปรับปรุงร้านอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแนวโน้มราคาเหล็กที่สูงขึ้นนั้นส่งผลดีต่อบริษัททั้งยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้น

ด้านกำไรสุทธิ (Net Profit) ทำนิวไฮทั้งมูลค่าและอัตราเติบโต คิดเป็นมูลค่า 972 ล้านบาท และคิดเป็นสัดส่วนต่อยอดขาย 11.2% ถือเป็นการเติบโตจากปีที่แล้วกว่า 56% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 เติบโตขึ้นมาถึง 155% สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ก็มีการเติบโต 25.47% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 24.1% ส่วน SG&A เมื่อเทียบกับยอดขายปี 64 อยู่ที่ 13% ซึ่งถือว่าดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 เติบโตขึ้นที่ 16.9% สอดคล้องกับ EBITDA ที่มีการเติบโต 36%

ขณะที่สาขาในต่างประเทศในไตรมาส 1/64 ภาพรวมผลประกอบการออกมาค่อนข้างดี โดยสาขาที่ประเทศกัมพูชา 1 สาขา และสปป.ลาว 6 สาขา ยังคงมีความสามารถการทำกำไรได้ดี ส่วนเมียนมาที่มีทั้งหมด 8 สาขานั้นถือว่าผลประกอบการแย่ลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และการปฎิวัติ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ ประเทศกัมพูชามีการล็อกดาวน์กรุงพนมเปญ จึงส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทบ้างเล็กน้อย ขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศเมียนมาเริ่มคลี่คลาย ผลประกอบการจึงกลับมาดีขึ้น เช่นเดียวกับ สปป.ลาวที่ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน

ส่วนราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้นในไตรมาส 1/64 กว่า 20-30% ซึ่งจากการพูดคุยกับคู่ค้าคาดว่าแนวโน้มจะยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงไตรมาส 2/64 ปรับขึ้นมาอีก 5-10% ซึ่งถือเป็นผลดีต่อบริษัทเนื่องจากเป็นการทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป หากราคาลงอาจมีผลกระทบทำให้มาร์จิ้นลดลง เดิมบริษัทมีสัดส่วนสินค้าเหล็กเป็น 15% ของยอดขายนั้น ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20% ในไตรมาส 1/64 หลังจากราคาปรับเพิ่มขึ้นมา โดยมีสต็อกเหล็กอยู่ที่ 3 เดือน ส่วน Gross Margin โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10% แต่ในช่วงไตรมาส 1/64 ขึ้นมากว่า 20%

ในส่วนปัญหาเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งผลให้ค่าขนส่งแพงขึ้น และการจัดหาตู้ได้ยากขึ้นนั้น บริษัทได้จ่ายราคาตู้ตามราคาตลาด จึงสามารถใช้ตู้ได้ตามปกติ และไม่เกิดผลกระทบต่อสินค้า Private Label ของบริษัท ซึ่งถือเป็นอีกสินค้าที่ทำให้มาร์จิ้นเติบโตได้มากในช่วงไตรมาส 1/64 นี้ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 21% จากไตรมาส 1/63 ที่มีสัดส่วนเพียง 17%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 64)

Tags: , , , ,
Back to Top