
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณและเปิดเผยค่าธรรมเนียมกองทุนรวม เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุน และได้รับการบริการที่เหมาะสมกับค่าธรรมเนียมที่จ่าย (fee for reasons) รวมทั้งได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจในการกำหนดค่าธรรมเนียมตามรูปแบบการให้บริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุนได้ดียิ่งขึ้น โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
ตามที่ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการและร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณและเปิดเผยค่าธรรมเนียมกองทุนรวมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้างต้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 โดยผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการที่ ก.ล.ต. เสนอ นั้น
ก.ล.ต. จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. กำหนดหลักการคิดค่าธรรมเนียมต้องมีความเหมาะสมกับบริการที่ผู้ลงทุนได้รับ ชัดเจน และเป็นธรรม โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องมีกลไกกำกับดูแลและทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และกำหนดให้ผู้ดูแลผลประโยชน์มีบทบาททบทวนความเหมาะสม ทั้งนี้ ก.ล.ต. สนับสนุนให้สมาคมธุรกิจจัดการลงทุน (AIMC) ออกแนวปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวได้ โดยแนวปฏิบัติข้างต้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปฏิบัติตามหลักการได้อย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานเดียวกัน
2. กำหนดให้คิดค่าธรรมเนียมตามผลการดำเนินงาน (performance fee) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) และสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ลงทุน ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อมีการกำหนดค่าธรรมเนียมดังกล่าวไว้ล่วงหน้า แยกจาก management fee โดยจำกัดประเภทกองทุนที่จะเรียกเก็บได้ และกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณ เพื่อให้มั่นใจว่าการคิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะสะท้อนความสามารถในการจัดการลงทุนของ บลจ. ไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากภาวะตลาดโดยรวม ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการเปิดเผย performance fee ได้กำหนดให้ต้องรายงานการเรียกเก็บในรายงานของกองทุนรวมด้วย
3. ปรับปรุงหลักการกำหนดและเปิดเผยค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวม (management fee) เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย โดยคงแนวทางให้ บลจ. สามารถกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุด (maximum management fee) ได้เหมือนเดิม แต่ต้องมีความเหมาะสมกับอัตราค่าธรรมเนียมพื้นฐาน (base management fee) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นของ บลจ. และการคุ้มครองผู้ลงทุน ทั้งนี้ การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการจัดการที่เรียกเก็บจริง (actual management fee) จะต้องแสดงได้ว่ามีเหตุผลอันสมควร เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน โปร่งใส และแจ้งผู้ลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วันทำการ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบด้าน เข้าใจผลกระทบของการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมข้างต้น รวมถึงมีระยะเวลาในการศึกษากองทุนรวมอื่นหรือการลงทุนอื่นเพื่อเปรียบเทียบ หากมีการตัดสินใจปรับเปลี่ยนการลงทุน ส่วนการลดค่าธรรมเนียมเพื่อการส่งเสริมการขายต้องกำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจนและไม่เกิน 1 ปี
4. กำหนดให้ บลจ. ที่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ตัวแทนซื้อหรือขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (trailer fee) ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขายหน่วยลงทุน ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบ (fiduciary duties) เหมาะสมกับบริการที่ผู้ลงทุนได้รับ (fee for reasons) โดยไม่ก่อให้เกิดต้นทุนเกินจำเป็น และไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (COI) ทั้งนี้ บลจ. ต้องเปิดเผยว่ากองทุนรวมที่อยู่ภายใต้การบริหารมีการจ่าย trailer fee ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขายหน่วยลงทุนหรือไม่ให้ชัดเจนในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม พร้อมอธิบายวัตถุประสงค์ ผลกระทบต่อผู้ลงทุน และบริการที่เกี่ยวข้องที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการที่กองทุนรวมมีการจ่าย trailer fee ด้วย
5. ปรับปรุงมาตรฐานการขายหน่วยลงทุน (sales conduct) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขายหน่วยลงทุนต้องมีการจัดทำเอกสารประกอบการขายหน่วยลงทุน และเปิดเผยต่อผู้ลงทุนว่าผู้ประกอบธุรกิจที่ขายหน่วยลงทุนได้รับ trailer fee จากกองทุนรวมที่รับมาขายให้ชัดเจน รวมถึงอธิบายสิทธิของผู้ลงทุนในการได้รับบริการภายหลังการซื้อหน่วยลงทุน อีกทั้ง ผู้ประกอบธุรกิจที่ขายหน่วยลงทุนต้องจัดให้มีมาตรการป้องกัน COI จากโครงสร้างค่าตอบแทน และต้องให้บริการดูแลอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับค่าธรรมเนียมที่ได้รับ
ทั้งนี้ ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว* ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)





