
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ แถลงนโยบายพรรคฯ อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดการทำงานภายใต้ 3 เสาหลัก คือ มั่นคง-ฟื้นฟู-ดูแล เพื่อตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง ความมั่นคง และความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม โดยมีนโยบายเรือธง 12 เรื่องหลัก ได้แก่
– สร้างรั้ว เสริมราก ความมั่นคงชายแดน (สร้างกำแพงชายแดน-หมู่บ้านมั่นคง)
– แผ่นดินเราต้องเอาคืน ยกเลิก MOU 43
– ใครโกง ใครเทา เอาให้หนัก ปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด
– ไฟฟ้าประชารัฐ (โซลาร์เซลล์ชุมชน)
– ชุมชนประชารัฐคนละครึ่ง (หมู่บ้านเงินล้าน)
– เกษตรกรมั่งคั่ง (ปุ๋ยคนละครึ่ง-ขายได้ก่อนปลูก)
– เสริมทุน สร้างโอกาส เพิ่มรายได้ให้ SME
– คนไทยต้องมีงานทำ (แรงงานไทยไปตลาดโลก)
– บัตรประชารัฐ Extra เพิ่มค่าทวีคูณ
– ลดภาระค่าใช้จ่ายคนไทยทั้งประเทศ (ลดค่าไฟฟ้า ลดราคาก๊าซหุงต้ม ลดราคาน้ำมัน)
– เรียนสั้น ทันยุค มีงานรอ
– ประกันสังคมแก้หนี้
น.ส.ตรีนุช ยืนยันว่า ทุกนโยบายสามารถดำเนินการได้จริงและไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ เนื่องจากพรรคได้เตรียมแหล่งที่มาของงบประมาณไว้แล้ว โดยหลายนโยบายเป็นการต่อยอดจากโครงการที่เคยดำเนินการและประสบความสำเร็จ เช่น บัตรประชารัฐ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับบัตรประชารัฐ Extra จะเพิ่มเงินซื้อสินค้าจำเป็นจาก 300 บาท เป็น 700 บาทต่อเดือน พร้อมสวัสดิการด้านค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแก๊ส และเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมถึงโครงการ “สูงวัยประชารัฐ” ที่ให้เงินช่วยเหลือแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ และโครงการ “มารดาประชารัฐ” ดูแลแม่และเด็กกลุ่มเปราะบางตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี
นอกจากนี้ พรรคยังเดินหน้าโครงการ “คนไทยต้องมีงานทำ” โดยมุ่งพัฒนาแรงงานฝีมือที่ตลาดโลกต้องการ ผ่านการอบรมทักษะด้านเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และโลจิสติกส์ เพื่อสร้างงานในปัจจุบันและยกระดับศักยภาพแรงงานไทยในระยะยาว
ชูนโยบายในด้านความมั่นคง ทำทันที
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 กล่าวถึงนโยบายในด้านความมั่นคงของพรรคสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งการสร้างกำแพงชายแดน หมู่บ้านมั่นคง และการยกเลิก MOU 43 ซึ่งมีปัญหาด้านความชัดเจนและความเป็นธรรม
นอกจากนี้ พรรคจะเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันและทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยผลักดันการใช้โทษอาญามาตรา 148 กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พร้อมยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการกระทำผิด
รวมทั้ง จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเครือข่าย รวมถึงผู้สั่งการ ผู้สนับสนุน ผู้ฟอกเงิน บัญชีม้า และผู้ปกปิดความผิดทั้งหมด พร้อมตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ และปิดช่องโหว่การทุจริตเชิงระบบ รวมถึงการปิดตายขบวนการสแกมเมอร์ด้วยระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ
สำหรับนโยบายลดภาระค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และน้ำมัน โดยตั้งเป้าคุมราคาน้ำมันไม่เกิน 29 บาทต่อลิตร ลดราคาก๊าซหุงต้ม 50 บาทต่อถัง และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์
ลั่นไม่แตะรัฐธรรมนูญหมวด 1-2
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงไม่แก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ โดยยังคงหลักนิติรัฐและกลไกปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ชู “หมู่บ้านเงินล้าน” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน
นายยุทธนา ศรีตะบุตร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จังหวัดหนองคาย พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงนโยบายภายใต้เสาหลัก “ฟื้นฟู” ที่มีผลต่อประชาชนอย่างชัดเจน คือโครงการหมู่บ้านเงินล้าน หรือชุมชนประชารัฐ โครงการดังกล่าวแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านเดิม เนื่องจากดำเนินการภายใต้แนวคิด “รัฐออกทุน ประชาชนร่วมลงแรง” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแจกเงินใช้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการให้ทุนทำกินเพื่อสร้างรายได้จริงในชุมชน
นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่การยกระดับเอกสารสิทธิ ปุ๋ยคนละครึ่ง การขายได้ก่อนปลูก และการพัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูงและความไม่แน่นอนด้านราคา เปลี่ยนระบบเกษตรไทยให้มีหลักประกันรายได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเพาะปลูก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)





