
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.จิตตะ เวลธ์ เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ ไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต โดยบางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้ในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด โดยมีการคาดการณ์ GDP Growth ประมาณ 1.8– 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AIและการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายอุตสาหกรรม
ด้านนโยบายการเงิน ธนารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยต้องให้ความสำคัญกับทิศทางนโยบายระยะยาวมากกว่าจำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ตลาดยังจับตาการเปลี่ยนตัวประธานเฟดในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ โดยภาพรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังคงรับบทเป็นตัวกำหนดทิศทางของสภาพคล่องและ Sentiment การลงทุนโลก
ในปี 2569 จีนอาจไม่ใช่ Growth Engine แบบเดิม เพราะจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์ไปสู่เศรษฐกิจเน้นเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด และแม้การบริโภคภายในยังฟื้นตัวช้า แต่คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ได้ระดับ 4.4-4.8% ได้ อย่างไรก็ตาม การที่จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงทำให้จีนยังเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก ขณะเดียวกันนักลงทุนต้องระวังผลกระทบเชิงการแข่งขันต่อประเทศอื่นด้วย
ส่วนญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ เปลี่ยนจาก “เรื่องค่าเงิน” เป็น “เรื่องคุณภาพกำไร” ด้วยการยุติดอกเบี้ยติดลบและปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น มีโอกาสแตะ 0.75-1.0% ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ราว 0.7% ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล รวมถึงการลงทุนใน Automation, Robotics และ AI และเงินทุนในประเทศที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้น
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก China+1, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าเวียดนามกำลังก้าวจากฐานผลิต สู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน การเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวเร็ว เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้า ในกลุ่ม High-tech และ Semiconductor เพิ่มต่อเนื่อง ล่าสุดตลาดหุ้นเวียดนามมี EPS Growth สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกไปแล้ว
ด้านเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีการคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 1.5-1.7% ซึ่งเป็นแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก นอกจากนี้ในปี 2569 เรายังต้องจับตาผลการเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง
จากข้อมูล AI Market Prediction ของ Jitta Wealth ที่สามารถบ่งบอกตลาดถูกแพง ของแต่ละประเทศในแต่ละปีจะพบว่า AI ยังชี้เป้าไปที่ประเทศจีนที่มีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ 2.57 เท่า ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยเอง อาจจะมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกอยู่ถึง 9 เท่า แต่ก็มีความกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่
จากบทเรียนการลงทุนที่ได้รับในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2569 Jitta Wealth จะยังเน้นเรื่อง Core & Satellite เพื่อรองรับความผันผวน เพราะในปี 2569 สิ่งที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงได้ยากนั่นก็คือ ‘ความผันผวน’ ของตลาดหุ้น ที่จะอาจรุนแรงต่างกันในแต่ละปี ดังนั้นนอกจากเรื่องที่ว่า “จะลงทุนอะไรดี” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สามารถลงทุนฝ่าความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้
ด้วยหลักการที่เน้นย้ำมาตลอด และยังสามารถใช้ได้เสมอ นั้นก็คือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งจะช่วยให้ลงทุนได้อย่างอุ่นใจ และยังสนุกไปกับการคว้าโอกาสใหม่ ๆ โดยการแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ในสัดส่วน 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด และ Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ในสัดส่วน 20% โดยสัดส่วนสามารถปรับได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับไหว แต่พอร์ตหลักไม่ควรน้อยกว่า 50%
Core Portfolio (พอร์ตหลัก): ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั่วโลก เช่น Global ETF หรือ Omni Fund เพื่อให้พอร์ตมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
Satellite Portfolio (พอร์ตรอง):ลงทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยเลือกตลาดหรือธีมที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หรือนโยบาย Jitta Ranking Alpha และ Thematic Optimize เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน บนความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ยังคงคุมความเสี่ยงโดยรวมได้ เพราะมีพอร์ตหลักรองรับอยู่
ยกตัวอย่างเช่น การจัดพอร์ตแบบ Core 80% Satellite 20% ในกรณีที่ตลาดผันผวน พอร์ตรองซึ่งมักจะผันผวนมากกว่า หากพอร์ตนี้ติดลบไป 50% พอร์ตโดยรวมก็จะลดลงเพียง 10% เท่านั้น
นอกจากนี้อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญสำหรับปี 2569 คือการลงทุนแบบ DCA ระยะยาวแบบ DCA Annual Boots 10% คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมในทุกเดือน ซึ่งจะช่วยลดอารมณ์ ลดความผันผวน และช่วยให้การสะสมหุ้น/กองทุนเป็นไปได้มากขึ้นในช่วงตลาดตก จึงฟื้นตัวได้เร็วกว่าปล่อยพอร์ตไว้เฉย ๆ ที่สำคัญคือทำได้ง่าย แต่ส่งผลต่อพอร์ตได้มหาศาล เช่น ถ้าเริ่มต้นลงทุนจากเงินน้อยๆ 1,000 บาท แต่ DCA ระยะยาวแบบ DCA Annual Boost 10% หรือก็คือการเพิ่มจำนวนเงินที่ DCA ทุกปี ปีละ 10%
โดยการเพิ่มจำนวนเงินปีละ 10% คือ 10% ที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเปลี่ยนการใช้ชีวิต เงินเยอะขึ้น ก็กินแพงขึ้น ซื้อของเยอะขึ้น ทำให้สุดท้ายก็จบที่ใช้เงินเดือนชนเดือนเหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น ให้แบ่งส่วนนั้นมาเพิ่มในการ DCA ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยทำไปใช้อย่างอื่น เพียงเท่านี้ผลลัพธ์ในอนาคตการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปมหาศาล
ตัวอย่างเปรียบเทียบการ DCA ปกติ กับ DCA Annual Boost 10%
สมมติว่าเริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท ผลตอบแทนทบต้น 8% ต่อปี
– แบบที่ 1 (DCA ปกติ) เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 30 ปี มูลค่าพอร์ต จะอยู่ที่ 1,490,359.45 บาท
– แบบที่ 2 (DCA Annual Boost 10%) ปีแรก DCA เดือนละ 1,000 บาท จากนั้นปีต่อไปเพิ่มเงิน DCA 10% ไปเรื่อย ๆ ทุกปี เป็นระยะเวลา 30 ปี มูลค่าพอร์ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,770,140.56 บาท เห็นได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่ได้ ต่างกันกว่า 3 เท่า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)





