พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อปี 68 ลดลง 0.14% หลังธ.ค. หดตัวต่อเนื่องเดือนที่ 9 ส่วนปีนี้คาด 0.0-1.0%

กระทรวงพาณิชย์ เผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนธ.ค. 68 เท่ากับ 100.19 ลดลง 0.28%YoY (จากที่ตลาดคาด -0.22 ถึง -0.35%) โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ส่งผลให้เงินเฟ้อปี 68 ลดลง 0.14% โดยเป็นการติดลบในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ คาดเงินเฟ้อในไตรมาส 1/69 มีแนวโน้มอยู่ที่ -0.50 ถึง 0.00% (ค่ากลางอยู่ที่ -0.25%) โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง มาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า และการขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลช่วงเลือกตั้ง ส่วนปี 69 ยังคงคาดการณ์ในช่วง 0.0-1.0% (ค่ากลางอยู่ที่ 0.5%) ซึ่งปรับตัวสูงกว่าปี 68

 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนธ.ค. 68 เท่ากับ 100.19 เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค. 67 ซึ่งเท่ากับ 100.47 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.28%YoY โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9

ทั้งนี้ เงินเฟ้อเดือนธ.ค. 68 เป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว (พ.ย. 68 ลดลง 0.49%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนธ.ค. 68 อยู่ที่ 101.62 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.59% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 68 (ม.ค.-ธ.ค.) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 0.84%

สำหรับราคาสินค้าและบริการในเดือนธ.ค. 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า สินค้าและบริการ ที่ราคาเพิ่มขึ้นมี 232 รายการ อาทิ ปลาทู พริกสด ผักบุ้ง ผักกาดขาว กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ กับข้าวสำเร็จรูป ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมชาย ค่าบริการขนขยะ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า และค่าทัศนาจรต่างประเทศ เป็นต้น ส่วนสินค้าและบริการที่ราคาลดลงมี 187 รายการ อาทิ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไข่ไก่ ต้นหอม ขิง กระเทียม ส้มเขียวหวาน มะม่วง น้ำดื่มบริสุทธิ์ ค่ากระแสไฟฟ้า แชมพู รถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ขณะที่สินค้าและบริการที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 45 รายการ

เงินเฟ้อปี 68 ลดลง 0.14% ติดลบในรอบ 5 ปี

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยทั้งปี 68 เทียบกับปี 67 ลดลง 0.14% โดยเป็นการติดลบในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ มีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญบางกลุ่มปรับราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป ปลาและสัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร

ส่วนในไตรมาสที่ 4/68 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 67 ลดลง 0.52%YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ลดลง 0.02%QoQ

แนวโน้มเงินเฟ้อปี 69 คาดกรอบ 0.0-1.0% แม้ไตรมาส 1 ยังติดลบ

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1/69 คาดว่าจะยังคงลดลง อยู่ระหว่าง (-0.5)-0.0% (ค่ากลาง -0.25%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้

– มาตรการของภาครัฐที่เพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของประชาชน และหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเงินฝืด

– การควบคุมกลไกการตลาด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าในปัจจุบัน รวมไปถึงการเสริมบทบาทการกำกับดูแลกลไกตลาดในภาวะวิกฤต อาทิ เร่งดูแลสินค้าจำเป็นและบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อลดแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ

– ติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของราคาและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปรับตัวของเงินเฟ้อ รวมถึงการคาดการณ์และเตรียมรับมือเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติแม้เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ เพิ่มการจ้างงาน ดึงดูดการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

“ในไตรมาส 1/69 ประเมินว่าเงินเฟ้อจะติดลบ แต่ในไตรมาสที่เหลือของปี 69 ประเมินว่าจะเป็นบวก โดยในไตรมาส 2/69 คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.46% ไตรมาส 3/69 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.99% และไตรมาส 4/69 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.23%”นายนันทพงษ์ กล่าว

สำหรับทั้งปี 69 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0-1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 68 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาครัฐที่เร่งใช้งบประมาณที่ทำให้สร้างดีมานด์มากขึ้น

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุนเป็นหลัก มากกว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ ส่งผลให้การฟื้นตัวของเงินเฟ้อเป็นไปอย่างจำกัด

“เรื่องเงินฝืดเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังตลอด เพราะเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ หลัก ๆ มาจากปัจจัยภายนอก ค่าพลังงาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวก ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากดีมานด์เสมอไป บางครั้งเกิดจากโครงสร้างซัพพลาย ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่อาจเป็นบวก คือต้องเร่งมาตรการภาครัฐ ทั้งเรื่องการกระตุ้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การเร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ และการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการลงทุน จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เป็นเงินฝืด ทั้งนี้ ยังคงกังวลเรื่องเงินฝืดอยู่ แต่สบายใจระดับหนึ่งเพราะสถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และมีมาตรการภาครัฐที่ดำเนินการชัดเจนในรัฐบาลที่ผ่านมา” นายนันทพงษ์ กล่าว

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อต่อการเลือกตั้งปี 69

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร นายนันทพงษ์ กล่าวว่า คาดว่าจะมีปริมาณเงินจากการหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ระบบประมาณ 9,207.4 ล้านบาท โดยปริมาณเงินกระจายไปยังการจ้างทำป้ายหาเสียง การเช่ารถหาเสียง การจัดกิจกรรมปราศรัย ส่วนวัสดุที่ใช้ในการทำป้ายหาเสียง เช่น กระดาษหรือไวนิล ไม่อยู่ในตะกร้าเงินเฟ้อ และในส่วนของค่าจ้างแรงงาน มีสัดส่วนน้ำหนักน้อยมาก

ดังนั้น คาดว่า ปริมาณเงินจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ แต่นโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันต่อเงินเฟ้อไทย

– สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซูเอลา : ในระยะ 1 ปี อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ในระยะต่อไป (3-5 ปี) อาจเพิ่มผลผลิตน้ำมันดิบในตลาดโลกมากขึ้น มีผลกระทบให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อไทยปรับลดลง ทั้งนี้ เมื่อไหร่ที่ราคาน้ำมันลดลง ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกจะต่ำลง เพราะคนมองว่าน้ำมันคือส่วนหนึ่งของต้นทุนของสินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ย หรือขนส่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง

– สถานการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ-ไทย : ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ในปี 69 และอัตราการว่างงานปรับตัวดีขึ้น ทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจน้อยลง โดยคาดว่าในปี 69 เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยลดลงด้วย ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านดอกเบี้ยลดลง และเพิ่มการบริโภคของไทย

– ความตึงเครียด ทองสูง ค่าเงินบาทแข็ง : ความตึงเครียดของประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กระตุ้นให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้อัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำลง

– การเลือกตั้งทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น : ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนจะปรับตัวดีขึ้น

ความคืบหน้าของการปรับปรุงดัชนี CPI

สำหรับความคืบหน้าของการปรับปรุงดัชนี CPI เพื่อสะท้อนเงินเฟ้อให้แม่นยำมากขึ้น นายนันทพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกับสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้สามารถสะท้อนเงินเฟ้อได้ดีที่สุด โดยมีประเด็น 2 ส่วนคือ 1. น้ำหนักที่ใช้อยู่ ควรเป็นน้ำหนักที่ควรจะเป็นหรือไม่ สิ่งที่เราให้น้ำหนักมากตอนนี้ยังมากอยู่หรือไม่ และ 2. สินค้าที่อยู่ในน้ำหนัก 400 กว่ารายการครบถ้วนหรือไม่ หรือต้องมีการบรรจุสินค้าให้มากขึ้น เช่น สินค้าอีคอมเมิร์ซบางอย่าง เป็นต้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)