“เอกนิติ” มั่นใจแพ็คเกจกระตุ้นศก.ช่วงปลายปี 68 ดัน GDP ทั้งปีโตเพิ่มอีก 0.2%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในเบื้องต้น ได้มีการประเมินผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการ ซึ่งพบว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/68 ไม่ให้ติดหล่ม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่า 1% อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น

โดยจากการหารือในเบื้องต้นกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันออกมาในช่วง 2 เดือนกว่านั้น มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เนื่องจากการออกแบบมาตรการที่มีการศึกษามาอย่างดี โดยเน้นการกระจายตัว ไม่ให้มีการกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนจากโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เน้นการท่องเที่ยวในเมืองรอง สามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า

รวมทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่า มีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16% ส่วนที่เหลือ 85% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เป็นต้น ขณะที่โครงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 พบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 5%

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้มีการผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานรากนั้น เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่ม พ้นจากการเป็นรถยนต์ที่ติดหล่มอย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าให้เงินไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้เท่าไร เก็บเท่าไร คืนหนี้เท่าไร แต่มาตรการตรงนี้ ที่ทำสุดท้ายแล้วประชาชนได้เอาไปใช้ในชีวิตจริง ไม่มีการรั่วไหล และวัดเป็นเม็ดเงินได้ ทุกอย่างชัดเจนทั้งหมด ดังนั้นผลในการฟื้นเศรษฐกิจจึงมากกว่าปกติ” นายเอกนิติ กล่าว

พร้อมเชื่อว่า มาตรการที่กล่าวมานี้ มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างน้อย 0.2% ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนนั้น จะต้องรอการรายงานอย่างเป็นทางการจากสภาพัฒน์ ในเดือน ก.พ.69

สำหรับโครงการ Thailand Individual Savings Account : TISA นั้น นายเอกนิติ ยอมรับว่า ยังผลักดันไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีการยุบภาเกิดขึ้นก่อน และในช่วงที่ผ่านมา อาจมีการสื่อสารที่ทำให้ไม่เข้าใจครบถ้วน โดยในเรื่องของการลดหย่อนภาษีนั้น ข้อเสนอของ TISA จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาทตลอดไป

ส่วนประเด็นกรณีกำหนดเพดานให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมที่จะรับข้อสังเกตต่าง ๆ จากทุกฝ่ายไปพิจารณาให้มีความรอบคอบมากขึ้น

“อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการลดหย่อนอย่างเดียว แต่เราอยากจูงใจให้คนตัวเล็กเข้ามาสู่ตลาดทุนมากขึ้น จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เขา ซึ่งตอนนี้ของใหม่ ทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมรับข้อสังเกต โดยเฉพาะในส่วนของตัวคูณมาพิจารณา หน่วยงานพร้อมจะรับฟัง อะไรหรืออันไหนที่ไม่ดี ก็พร้อมจะเอาไปปรับเพื่อให้ดีมากยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับนโยบายสนับสนุนการออม ผ่านโครงการ “ออมทรัพย์ พลัส” ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น ขณะนี้ขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายเล็กน้อย โดยอยู่ระหว่างการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเรื่องนี้กระทรวงการคลังต้องการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องตามข้อกฎหมาย จากแผนเดิมที่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค.69

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)