ทรัมป์เตรียมพบปธน.โคลอมเบียที่ทำเนียบขาว หลังกล่าวหาค้ายา-ขู่ใช้กำลังทหาร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ (ภาพ: thaigov.go.th)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธ (7 ม.ค.) ว่า เขามีกำหนดการพบปะกับ กุสตาโว เปโตร ปธน.โคลอมเบีย ณ ทำเนียบขาวในเร็ว ๆ นี้ หลังสหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลา และควบคุมตัวปธน.นิโคลัส มาดูโร และภริยา

ทรัมป์ระบุผ่านทรูธโซเชียลว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับปธน.กุสตาโว เปโตรของโคลอมเบีย ที่ได้โทรมาเพื่ออธิบายสถานการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดและความเห็นต่างอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีต่อกัน”

ทรัมป์ระบุว่า การประชุมจะจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และโรซา โยลันดา วิลลาวิเซนซิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศโคลอมเบีย กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อเตรียมความพร้อม

ด้านปธน.เปโตรยืนยันว่า เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับทรัมป์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เขาหวนคืนสู่ทำเนียบขาว โดยการพูดคุยดังกล่าวกินเวลาราวหนึ่งชั่วโมงกว่า

เปโตรระบุว่า เขาได้ขอให้ทรัมป์รื้อฟื้นการสื่อสารโดยตรงระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและผู้นำของทั้งสองชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดที่อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ทวิภาคีได้

ทรัมป์กล่าวว่า เขาชื่นชมทั้งการติดต่อและน้ำเสียงในการหารือครั้งนี้ของเปโตร ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเพียง 3 วัน หลังจากที่ทรัมป์กล่าวว่า การใช้กำลังทหารในโคลอมเบียฟังดูเป็นความคิดที่ดีสำหรับเขา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทรัมป์กล่าวหาโคลอมเบียว่าเป็นแหล่งผลิตโคเคนและส่งออกไปยังสหรัฐฯ พร้อมกล่าวกับนักข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อคืนวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) ว่า เปโตรอาจจะอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียได้ไม่นาน

ทั้งนี้ หลังจากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) เปโตรได้ประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมประกาศกร้าวในวันจันทร์ (5 ม.ค.) ว่า “มาจับผมสิ ผมรออยู่นะ” นอกจากนี้ เขายังเรียกปฏิบัติการของเพนตากอนในการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าขนส่งยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกว่าเป็น “การฆาตกรรม” ด้วย

กระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ว่า โคลอมเบียมีความมุ่งมั่นที่จะ “รักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานของการเจรจา ความร่วมมือ และการเคารพซึ่งกันและกัน” พร้อมย้ำว่า “การข่มขู่หรือการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ม.ค. 69)