ยอดใช้พลังงาน 9 เดือนปี 68 ลดลง 1.9% รับเศรษฐกิจชะลอ สวนทางน้ำมันเครื่องบินโตรับท่องเที่ยวฟื้น

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผย 9 เดือนปี 68 (ม.ค.-ก.ย. 68) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นลดลง 1.9% จากการลดลงของการใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่ปรับสมดุล แต่การขนส่งผู้โดยสารและขนส่งทางอากาศยังส่งสัญญาณบวกจากการใช้น้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 8% ขณะเดียวกัน การปล่อย CO2 (คาร์บอนไดออกไซด์) จากการใช้พลังงานลดลงในทุกรายสาขาเศรษฐกิจ 

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 9 เดือนของปี 68 (ม.ค.-ก.ย. 68) พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2.02 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 1.9% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการใช้เชื้อเพลิงซึ่งได้แก่ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง 5.1% และการใช้ถ่านหินลดลง 5.0% ในขณะที่การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.6% การใช้ลิกไนต์เพิ่มขึ้น 7.6% และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 12.1%

ทั้งนี้ การใช้เชื้อเพลิงขั้นต้นที่ลดลงสอดคล้องกับภาพรวมทางเศรษฐกิจจากรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/68 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักจากการส่งออกสินค้า การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกบริการที่ลดลง แม้การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยรวม 9 เดือนแรกของปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%

สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 9 เดือนของปี 68 สรุปได้ดังนี้

– การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 140.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.3% โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ระดับ 31.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนการใช้น้ำมันดีเซล อยู่ที่ระดับ 67.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.3% เป็นผลจากการชะลอตัวของภาคการขนส่งตามภาวะการส่งออกสินค้าที่ชะลอ ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ระดับ 17.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.0% เป็นผลมาจากการขนส่งทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ ขณะที่การใช้น้ำมันเตา อยู่ที่ระดับ 5.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.1%

– การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 1.81 พันตันต่อวัน ลดลง 5.4% โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดคิดเป็น 42% มีการใช้ลดลง 13.0% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนการใช้คิดเป็น 32% มีการใช้เพิ่มขึ้น 1.8% ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% มีการใช้ลดลง 0.3% ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 10% มีการใช้เพิ่มขึ้น 0.5% ในขณะที่การใช้เองซึ่งมีสัดส่วน 1% มีการใช้เพิ่มขึ้น 6.3%

– การใช้ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) อยู่ที่ระดับ 4,466 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลง 5.1% โดยส่วนใหญ่ 61% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งลดลง 9.3% จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงและมีการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำมากขึ้น ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.9% และการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลง 16.4% ในขณะที่การใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 7.6%

– ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับประมาณ 10.8 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 2.7% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 5.3% จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์เพิ่มขึ้น 7.2% ซึ่งเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด

– การใช้ไฟฟ้าในช่วง 9 เดือนของปี 68 รวมทั้งสิ้น 157,976 กิกะวัตต์ชั่วโมง ลดลง 3.3% โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 41.3% มีการใช้ลดลง 2.4% โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนลดลง 5.7% และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจลดลง 3.6% ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 68 เวลา 20.48 น. อยู่ที่ระดับ 34,620 เมกะวัตต์ ลดลง 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

– การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 รวมทั้งสิ้น 180.9 ล้านตัน CO2 ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 66.4 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 36.7% ลดลง 7.8% รองลงมาคือภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 60.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 33.6% ลดลง 0.7% ภาคการใช้ในอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 43.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 24.2% ลดลง 1.1% และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 9.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 5.5% ลดลง 0.1%

“ตัวเลขการใช้พลังงานขั้นต้นที่ลดลงเป็นเหมือนการปรับสมดุลพลังงาน ซึ่งเป็นไปตามกลไกการปรับตัวของภาคผลิตและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ก็เห็นสัญญาณบวกจากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มถึง 8% อีกทั้งการปรับฐานทางเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังส่งผลให้การปล่อย CO2 ลดลงในทุกสาขาเศรษฐกิจ อาจเป็นดัชนีหนึ่งที่ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ม.ค. 69)