เลือกตั้ง’69: ปชน.คว้าตัว “เพียงพนอ บุญกล่ำ” ร่วมทีมบริหารรัฐบาลด้านปฏิรูปภาครัฐ

พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักที่ปรึกษากฎหมาย บมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องกฎหมายตลาดทุน การควบรวมกิจการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ เป็นรายที่ 5 โดยมุ่งเน้นเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficiency) และการเพิ่มผลผลิต (Productity)

 

ประวัติการศึกษา

– ปริญญาโท Master of Laws (LL.M.),Columbia University School of Law สหรัฐอเมริกา

– ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายธุรกิจ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ประสบการณ์

– รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมาย บมจ. ปตท. (PTT)

– กรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

– กรรมการ/หุ้นส่วนผู้บริหาร/ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส บริษัท วีระวงค์ ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ส จำกัด

– ทนายความ/ทนายความหุ้นส่วน บริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด

– ทนายความ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คแคนซี่ จำกัด

 

จุดที่ทำให้สนใจเข้ามาทำงานการเมือง เพราะเห็นความไม่แน่นอนของการบังคับใช้กฎหมาย หลังมีลูกความที่เป็นนักลงทุนต่างชาติสะท้อนความกังวลเรื่องความไม่แน่นอน ไม่ใช่เรื่องภาษีแพง จนบางครั้งลูกความไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจ

“มีผู้ใหญ่ที่ทราบว่าเราเออรี่รีไทร์มาชวนเพราะเห็นว่าเรามีความสนใจในเรื่องปัญหาของประเทศและสังคมเกี่ยวกับทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเราก็สงสัยว่าประเทศมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร ทุกวันนี้ต้องทน ต้องหลับตาข้างนึงหรือสองข้าง” น.ส.เพียงพนอ กล่าว

ประสบการณ์การทำงานเกือบ 40 ปี ที่ผ่านมา ที่ต้องมีการทำงานกับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานตรวจสอบ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย ทั้งในและต่างประเทศ ได้ช่วยให้เห็นปัญหา อุปสรรค ทางแก้ไข และได้ข้อสรุปว่า การแก้ไขปัญหาที่ยากอย่างนี้ แค่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้า และความกล้าหาญ (Courage) ในการตัดสินใจ ในการลงมือทำอีกด้วย ที่สำคัญคือต้องมีความเป็นมืออาชีพ ยึดถือประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่มีประโยชน์ขัดแย้งส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง สิ่งของ หรือการยึดติดกับอำนาจ

 

กิโยตินกฎหมายภายใน 18 เดือน

สิ่งแรกที่ต้องเริ่มดำเนินการทันทีคือการกิโยตินกฎหมายให้เสร็จภายใน 18 เดือน โดยนำผลการศึกษาที่จัดทำไว้มาสู่การปฏิบัติ เพื่อยกเลิกกฎหมายเก่าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ กฎหมายที่ไม่จำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป หากไม่ดำเนินการจะฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ซึ่งสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยมีผลศึกษาเมื่อปี 65 ว่าจะเป็นปัจจัยช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ของประเทศได้ 0.8% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.3 แสนล้านบาท โดยยังไม่ต้องไปทำอะไรเลย

การปรับปรุงกฎหมายตามข้อคิดเห็นของ OECD ที่ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก

การออกกฎหมายที่สำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เช่น กฎหมายสตาร์ทอัพ (ที่ควรเป็น Fast Track) การทำให้ EEC สามารถเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีปัญหาทางปฏิบัติ จนกระทบหนักในสถานการณ์ภัยพิบัติและฉุกเฉิน

นอกจากนี้การพิจารณาต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ (Good Governance) โดยการตัดสินใจต้องมีข้อมูลรอบด้าน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประเทศให้คืนกลับมา โดยใช้ Political Will และ Professional Will

“กฎหมายที่เรามีอยู่ไม่ได้ด้อยกว่านานาชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ” น.ส.เพียงพนอ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ม.ค. 69)