สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ชวนผู้ประกอบการไทยจับตา “3 เทรนด์นวัตกรรม” ที่น่าสนใจในปี 69 ได้แก่ เทรนด์ทางเทคโนโลยี เทรนด์ทางธุรกิจ และเทรนด์ในผู้บริโภค พร้อมเปิด 4 นโยบายนวัตกรรม เพื่อเร่งส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพการเติบโต และการกระจายตัวของธุรกิจนวัตกรรม ให้พร้อมเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

น.ส.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แนวคิดสลับขั้วทางการค้าที่นำไปสู่มาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม ที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และห่วงโซ่มูลค่าโลก ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงหลักที่เกิดขึ้นในปี 68 นั้น มองว่า นวัตกรรมยังคงเป็นส่วนสำคัญสำหรับการรับมือความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเหล่านี้
สำหรับปี 69 เป็นปีที่ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องติดตาม และปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีเทรนด์ที่ถือเป็นโอกาส และความท้าทายของธุรกิจนวัตกรรม ได้แก่

1. เทรนด์ทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยให้ต้นทุนถูกลง และสร้างความสามารถในแข่งขันในระยะยาว โดยมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เช่น
– Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการ) หรือ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้ เช่น การตอบแชทลูกค้าพร้อมปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ การจองคิว การเปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ
– Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง) ระบบบอทที่ช่วยลดงานซ้ำ ๆ เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านค้า ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อกในระบบบัญชี และออกใบแปะหน้าขนส่งทันที โดยไม่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำ
– Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ SMEs ที่มีการส่งออก หรือเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทใหญ่ โดยต้องจัดทำตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง และของเสีย เพื่อให้ทราบถึงร่องรอยการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบโลก เช่น CBAM ของยุโรป ตลอดจน พ.ร.บ.โลกร้อน ที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ
2. เทรนด์ทางธุรกิจ สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยมีธุรกิจที่น่าจับตามอง เช่น
– Health and Wellness (ธุรกิจฮีลกายและใจ) ที่ไม่ได้มีแค่การรักษา แต่รวมถึงการป้องกัน และการบำบัดในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมักพบปัญหา Office Syndrome และปัญหาการนอนหลับ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจและบริการ เช่น คลินิกกายภาพบำบัด ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม/ เทียนหอมช่วยการนอนหลับ อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย หรือธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กิจกรรมโยคะ/ทำสมาธิ
– Pet Economy (เศรษฐกิจทาสหมา-แมว) ซึ่งตลาดสัตว์เลี้ยงในไทย โตสวนกระแสเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นธุรกิจกระแสหลักที่เริ่มมีคนกระโดดเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เช่น อาหารสัตว์เกรด Holistic/Organic ปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food) เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีฟังก์ชันสำหรับแมว ตลอดจนบริการสปา คอนโด และโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง
– Green & Circular Business (สร้างคุณค่าจากของเหลือใช้) เทรนด์รักษ์โลก ทำให้ธุรกิจ Upcycling และ Recycling ได้รับความสนใจ สินค้าและบริการที่มีเรื่องราวสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลก ซึ่งแม้ว่าจะมีต้นทุนสูง แต่ก็สามารถอัปราคาขายได้สูงกว่าปกติ จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น และวัตถุดิบเหลือทิ้ง ผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งาน และตอบกระแสแฟชั่น เช่น แปรรูปเปลือกผลไม้เป็นบรรจุภัณฑ์ การนำเศษผ้าจากโรงงานมาทำกระเป๋าแฟชั่น ร้านเติมน้ำยาปรับผ้านุ่ม/แชมพู (Refill Station) ในชุมชนเพื่อลดขยะพลาสติก
3. เทรนด์ในผู้บริโภค พฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปสู่ความคุ้มค่า และใส่ใจตัวเองมากขึ้น โดยมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เช่น
– Hyper-Personalization (รู้ใจรายคน) ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้าคุณภาพดี แต่ต้องการสินค้าที่เหมาะกับฉันคนเดียว โดยฟันเฟืองสำคัญ คือ การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือด สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะ เป็นต้น
– Silver Solution (สูงวัยมีสุข) ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การออกแบบธุรกิจและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ เช่น บริการปรับปรุงห้องน้ำ/บ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอ
– Muketing หรือ Magic Economy (สายมูฮีลใจ) ความเชื่อและความศรัทธา อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจทัวร์ทำบุญไหว้พระ ผลิตภัณฑ์บนความเชื่อ เช่นกำไลข้อมือ และตะกรุดแฟชั่น ซึ่งผสมรวมระหว่างงานศิลปะกับความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษ
น.ส.กริชผกา กล่าวว่า ที่ผ่านมา NIA มีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีธุรกิจสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโต
พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ ผ่าน 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีความซับซ้อนที่เป็นจุดแข็ง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย 2) การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง บนฐานความคิดสร้างสรรค์ และทุนทางวัฒนธรรม และ 3) การเตรียมความพร้อมกำลังคนไปสู่แรงงานสูง ที่ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อโครงสร้างประชากร และตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
NIA ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติ ให้สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็ง และแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านแนวคิด 4G ได้แก่
– Groom การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม
– Grant การให้เงินทุน
– Growth การสร้างโอกาสขยายตลาด และแหล่งเงินทุน
– Global การเข้าสู่ตลาดระดับโลก และเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทย
โดยในปี 69 NIA มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่าน ‘นโยบายนวัตกรรม’ ได้แก่

1. ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม โดย NIA มีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่หลากหลายในรูปแบบเงินให้เปล่า ซึ่งเหมาะกับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเติบโต การร่วมลงทุนถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วยเติมเงินทุนในการนำนวัตกรรมไปสู่ตลาดและการขยายธุรกิจ
ซึ่งปีนี้ NIA มุ่งเน้นการต่อยอด และขยายผลกลไกการร่วมลงทุน เช่น Corporate Co-funding และกลไกการร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture) โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทร่วมลงทุน (VC/CVC) นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Global Investment Link เพื่อสนับสนุนการเติบโต และการขยายตัวของธุรกิจนวัตกรรม ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนมาตรการการยกเว้นภาษี Capital Gains Tax เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนเกินทุน
2. เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแปลงงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง โดย NIA มีการพัฒนากลไกสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงิน เพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านการเชื่อมโยงองค์ประกอบที่หลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม ได้แก่ การเร่งสร้างการเติบโต (NIA Acceleration) ใน 5 อุตสาหกรรม การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายนวัตกรรม (Thailand Innovation Hub) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านภาษี เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับย่านนวัตกรรมการแพทย์ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสนับสนุนสิทธิพิเศษด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร/วัตถุดิบ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
โดยในอนาคต NIA มีแผนการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการระดมทุน (IP Financing) เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนวัตกรรม และสตาร์ทอัพ ให้ธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุน หรือระดมทุน
3. ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับบุคลากรในพื้นที่อย่าง หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ช่วยบ่มเพาะ ยกระดับ และพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม จนสามารถพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบ หรือโครงการนำร่อง
พร้อมทั้งสนับสนุนทุนในการนำแนวคิดนวัตกรรมมาขยายผล ผ่านโครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน และโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม รวมถึงการนำรูปแบบกลไกการให้เงินทุนอุดหนุน มาจัดทำเป็นแผนภาพการสนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรม เพื่อให้เห็นแนวทางการเติบโตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม ของนวัตกรในพื้นที่ให้เติบโตไปสู่ตลาดระดับประเทศผ่านโครงการ ‘นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้’ ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมให้กับคนทั่วไป ที่จะแปลงธุรกิจคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น กลไกหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ แต่เป็นการสร้างงาน สร้างเงินหมุนเวียน และเพิ่มโอกาสในชุมชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมชุมชน
4. ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ โดยชุดความคิด ความรู้ ทักษะ และระบบการจัดการด้านนวัตกรรม เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้กับกำลังคน และธุรกิจนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะนวัตกรและเจ้าของธุรกิจ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ความรู้ทางเทคโนโลยีและธุรกิจ ตลอดจนชุดความคิดความเป็นผู้ประกอบการ และการเติบโตสู่ตลาดสากล เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่วันเริ่มต้น
ทั้งนี้ NIA ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังชุดความคิด และทักษะนวัตกรให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับเยาวชน และธุรกิจสตาร์ทอัพ ผ่านโปรแกรม STEAM4INNOVATOR และ Startup Thailand League ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรม ที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมของ สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) และสำหรับองค์กรธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs การเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม ผ่านการจัดการนวัตกรรมที่เป็นระบบ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ซึ่ง NIA ได้นำกระบวนการ Consultative Assessment มาช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภาพอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ INNOProductivity for SMEs เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้มีการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ โดยในปีนี้จะต่อยอดกิจกรรมไปสู่การสนับสนุนการวางระบบนวัตกรรมในองค์กร ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสากล อย่าง ISO56001
น.ส.กริชผกา กล่าวว่า ในปี 69 นี้ จะได้เห็นนวัตกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และ NIA วางแผนที่จะสร้างนโยบายนวัตกรรมให้โดดเด่น และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มากขึ้นด้วย โดยล่าสุด ได้มีการพูดคุยนโยบายร่วมกับสมาคม และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งถ้าได้รัฐบาลใหม่ ก็พร้อมที่จะปรับนโยบายในรายละเอียดบางส่วนให้สอดคล้องกับรัฐบาล และเสนอ ครม.ได้ทันที
สำหรับนโยบายนวัตกรรมที่อยากเห็นจากพรรคการเมือง คือ สิ่งจูงใจทางการเงิน (Financial Incentives) ในเรื่องของนวัตกรรม เรื่องของการสร้างกำลังคนนวัตกรรม และให้สิทธิประโยชน์ หรือให้งบประมาณในการส่งเสริมให้เป็นองค์กรนวัตกรรม รวมถึงเรื่อง Green Industry ซึ่งมีโมเดล แต่ไม่มีงบประมาณ
“เรารู้ว่าอะไรดี แต่เงินไม่มาให้ประชาชน หรือบริษัทเอกชน เราอยากให้รู้ว่า อะไรดีก็ปล่อยออกมา ซึ่งไม่ต้องปล่อยทีเดียวหมด อาจจะปล่อยเป็นรายอุตสาหกรรม แล้วลองดูว่าขับเคลื่อนได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้จริง ในอนาคต ผู้ประกอบการอาจหาเงินจากธนาคารมาทำต่อ นอกจากนี้ ยังควรมีนโยบายเรื่อง Startup ไทยได้รับเงินสนับสนุนด้วย ขณะเดียวกัน เรื่องสิทธิประโยชน์ ข้อกฎหมาย เรื่องการถือหุ้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจดทะเบียนลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องทำให้สามารถดึงดูดใจ Startup ไทยมากขึ้น” น.ส.กริชผกา กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ม.ค. 69)





