
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนในคดีอาญาต่อเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังยกระดับความพยายามในการกดดันเฟด
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลง 200 จุด หรือ -0.40% แตะที่ระดับ 49,526 จุด เมื่อเวลา 09.21 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างปธน.ทรัมป์และเฟด
ส่วนราคาทองฟิวเจอร์พุ่งขึ้น 81.90 ดอลลาร์ หรือ +1.82% แตะที่ระดับ 4,582.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า การที่เฟดถูกแทรกแซงทางการเมืองอาจจะทำให้คณะกรรมการเฟดลังเลที่จะดำเนินนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
โดยพาวเวลแถลงผ่านทางวิดีโอเมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ (11 ม.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ ยืนยันว่า อัยการของรัฐบาลกลางได้เปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภา ในประเด็นเรื่องการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด
พาวเวลกล่าวว่า การสอบสวนนี้เป็นอีกหนึ่งในความพยายามของปธน.ทรัมป์ที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด และเขาจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว
“นี่คือเรื่องที่ว่าเฟดจะยังคงสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงตามหลักฐานและภาวะเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะถูกกำกับโดยแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่แทน” พาวเวลระบุในแถลงการณ์ โดยวาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค.ปีนี้
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะยื่นฟ้องพาวเวลอีกครั้ง เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี โดยปธน.ทรัมป์กล่าวว่าโครงการปรับปรุงอาคารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพาวเวลไร้ความสามารถอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ ประเด็นการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดนั้น เริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนก.ค.ปีที่แล้ว โดยทำเนียบขาวระบุว่า ปธน.ทรัมป์อาจใช้อำนาจปลดพาวเวล โดยอ้างเหตุการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดที่ใช้งบประมาณบานปลายเกินควร
ต่อมาในวันที่ 18 ก.ค. พาวเวลได้ส่งจดหมายถึงรัสเซล วอจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่สูงในการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน โดยพาวเวลกล่าวว่าโครงการบูรณะอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดมีขอบเขตงานที่กว้างขวาง และเกี่ยวข้องกับการยกระดับความปลอดภัยหลายด้าน รวมถึงการกำจัดสารที่เป็นอันตราย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)





