เลือกตั้ง’69: พรรคประชาชนกางแผนฟื้นชีพ “เสือตัวที่ห้า” แนะรื้อโจทย์-ตั้งหลักใหม่ เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสอุตสาหกรรม

ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน นำโดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านเศรษฐกิจ ประกาศภารกิจ”ฟื้นชีวิตเสือตัวที่ห้า พาอุตสาหกรรมไทยไปแข่งโลก” สร้างความสามารถในการแข่งขันของไทย

นายวีระยุทธ ระบุว่า หากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า แนวคิด “เสือตัวที่ห้า” อาจกลายเป็นเพียงตำนานโดยถาวร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามกำลังขยับขึ้นเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาสำเร็จแทน โดยหัวใจสำคัญของการฟื้นเศรษฐกิจอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงาน สร้าง GDP และเชื่อมโยงกำลังซื้อไปยังภาคเกษตรและบริการ

ที่ผ่านมา ปัญหานโยบายอุตสาหกรรมไทย คือ เรากลัวตกขบวน จนยอมลดแลกแจกแถม ทำทุกอย่าง เพื่อให้ “ขบวนเทคโนโลยี” วิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แต่สุดท้ายขบวนรถที่ว่าก็ขนคน ขนของ ขนเทคโนโลยีของตัวเองมา แต่แทบจะไม่จอดที่ประเทศเราเลย เราทำได้แค่ยืนถ่ายรูป เราได้แค่ยืนโบกมือ เซลฟี่กับเทคโนโลยีโดยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ยุคฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ต่อมาถึง EV และกำลังจะเกิดกับดาต้าเซนเตอร์อีก หรือในอนาคตถ้ามีควอนตัมเทคโนโลยี ถ้าทำแบบเดิม เราก็จะได้แค่โบกมือรับแบบเดิม

พรรคประชาชน จึงเสนอให้ “ตั้งหลักใหม่” โดยกระโดดเข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนเทคโนโลยี ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงลึก และยอมรับความจริงว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยปัจจุบันอยู่ในภาวะ K-shaped แบ่งเป็น อุตสาหกรรมต่างชาติที่ส่งออกสูงแต่มูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ EV และ อุตสาหกรรมไทยดั้งเดิมที่จ้างงานมากแต่ขาดการสนับสนุน เช่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องจักรเกษตร ของเล่น ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของเราคือ เราจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเก่าต้องไปต่อได้ และทำให้อุตสาหกรรมใหม่ต้องเฉิดฉายสู้กับโลกได้

นายวีระยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องตั้งหลักใหม่คือ เลิกคิดเรื่องเป็น product champion ที่ต้องทำทั้งคันทั้งชิ้น แต่ต้องเลือกชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ (strategic components) หาจุดที่เราเก่งในซัพพลายเชนโลก ให้เรามีศักยภาพโดดเด่น และเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนโลกขาดเราไม่ได้ในจุดนั้น

นอกจากนี้ การตั้งหลักใหม่ ต้องเปลี่ยนวิธีทำและทำให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ด้วย ต้องตั้ง “กองทุนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม” (Transformation Fund) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ใช้ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเก่าของเราเอง ชวนเข้ามารับการสนับสนุน

ดังนั้น ไม่ใช่แค่จะดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ต้องสร้าง “ระบบนิเวศเซมิคอนดักแตอร์” (Semiconductor Ecosystem) ให้เกิดขึ้นในไทย เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรเกษตร และสิ่งทอ สามารถยกระดับด้วยเทคโนโลยีและแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยใช้ดีมานด์ในประเทศจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อน

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างว่า ประเทศไทยเรามีบริษัททั้งไทยและต่างชาติที่ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พาวเวอร์ชิปในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยผลิตเครื่องปรับอากาศปีละ 20 ล้านเครื่อง แต่ตัวสำคัญอย่างพาวเวอร์ชิปกลับนำเข้าแทบทั้งหมด ทำให้มูลค่าเพิ่มต่ำ เราก็สามารถใช้กองทุนเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้พาวเวอร์ชิปในประเทศให้บริษัททั้งไทยและต่างชาติที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ 20 ล้านเครื่องต่อปี นี่จะช่วยขยายดีมานด์ได้อย่างมหาศาล เราจะมี Orangae Megaproject คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีกระจายทั่วประเทศ ทั้งน้ำประปาดื่มได้ ระบบกำจัดขยะ ระบบบำบัดน้ำเสีย รถเมล์ไฟฟ้า รวมถึง Smart grid เหล่านี้ที่เราจะลงทุนระดับแสนล้านใน 8 ปีข้างหน้า สามารถสร้างดีมานด์มหาศาล

“การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหายกระดับคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างอุตสาหกรรม ยกระดับดีมานด์ให้เราเติบโต เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นระบบนิเวศน์เซมิคอนดักเตอร์ของไทยได้ นี่คือ Growth Model ที่เราอยากเห็น เราอยากทำให้อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ และอุตสาหกรรมใหม่เฉิดฉาย นี่คือยุทธศาสตร์การฟื้นชีวิตเสือตัวที่ห้า ฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย”

 

*เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรม

ด้าน นายอิสริยะ กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันโลกที่รุนแรง คำถามที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยจะสร้างอุตสาหกรรมอะไรดี

เพราะไทยไม่สามารถแข่งผลิต EV กับจีน หรือ AI กับสหรัฐได้โดยตรง พรรคประชาชนจึงเสนอแนวคิดคือการเปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม ที่เราคิดว่าไม่เพ้อฝัน เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ซึ่งสิ่งที่เราจะทำคือ ผลักดันภาคเอกชนไทยมาเป็นคนประดิษฐ์คนผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ สำหรับการแก้ปัญหาเหล่านี้

รัฐบาลประชาชนจะใช้นโยบายรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ใช้พลังของรัฐในการหาเทคโนโลยี หาเงินทุนเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยที่รัฐจะเป็นคนซื้อ เมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตสินค้าและมีตลาดได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คืออุตสาหกรรม

นายอิสริยะ ยกตัวอย่างให้ดูว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งขอเรียกว่า ปัญหา 3 ป. ได้แก่ คนป่วย เกษตรป่วน และอากาศเปลี่ยน ป.

ขอยกตัวอย่างข้อแรกก่อน คนป่วย เราพูดกันมามาก เรื่องประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการสร้างอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Wellness แต่อุตสาหกรรมการแพทย์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าร่วมด้วย ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ผลิตเองได้ทั้งหมด นั่นแปลว่า เมื่อไรก็ตามที่เราสร้างอุตสาหกรรม Wellness ให้เติบโตขึ้น เรายิ่งต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศเยอะเพื่อนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาเป็นเงาตามตัว

ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าเกิดว่าอุตสาหกรรม Wellness ในประเทศไทยสามารถใช้เครื่องมือการแพทย์ที่ผลิตในไทยได้เอง ซึ่งมีตัวอย่างของอุปกรณ์การแพทย์ที่คนไทยผลิตได้เองจริง ๆ แล้ววันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง X-ray เครื่องฟอกไตอัตโนมัติ หรือกระดูกเทียม

นายอิสริยะ กล่าวว่า ถ้าเกิดว่ารัฐบาลใช้นโยบาย Thai First ซื้อของคนไทยก่อน อุดหนุนสินค้าอุปกรณ์การแพทย์เหล่านี้ของคนไทย มันก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ตอบโจทย์คนไทยที่มีปัญหา Aging Society ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งสร้างผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพสูงได้ทดลองตลาดพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันจะกลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออกในท้ายที่สุด

อุตสาหกรรมต่อมาก็คืออุตสาหกรรมการเกษตร เรามีปัญหา คือ ผลิตภาพต่ำ ใช้แรงงานสูง ผลผลิตที่ได้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานที่ลงไป ทำไมประเทศไทยไม่ใช้เครื่องจักรการเกษตรให้มากกว่านี้ เครื่องจักรการเกษตรก็มีหลายอย่าง เรามีปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 จากการเผาทางการเกษตร ถ้าเกิดว่าเราใช้เครื่องจักรแทนการเผา มีเครื่องอัดฟางเป็นก้อน เอาฟางมาทำประโยชน์ต่อได้ หรือเราอาจจะไปติดเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ IoT วัดค่าดิน วัดค่าน้ำ วัดค่าอากาศเพื่อปลูกพืชให้เหมาะสม หรือว่าไปไกลกว่านั้น คนไทยสามารถผลิตโดรนการเกษตรได้เองแล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากนัก ถ้าเกิดว่าภาครัฐใช้นโยบายอุดหนุนสินค้าเครื่องจักรการเกษตรของไทย ก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรการเกษตรที่เติบโตตามมาอีกเช่นกัน

สุดท้ายอากาศเปลี่ยน เราพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วม พยายามแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 กันมาหลายปี แต่ก็ไม่สำเร็จ ข้อเสนอของรัฐบาลประชาชนคือ ต้องปรับวิธีคิดใหม่ ลองใช้เทคโนโลยีอวกาศดู ในที่นี้หมายถึง ดาวเทียม โดรน ไปจนถึงอุปกรณ์เซ็นเซอร์ อุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ พวกนี้เราสามารถนำมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม นำมาแก้ปัญหาเรื่องของสภาพอากาศได้

แล้วไม่ใช่เฉพาะการผลิตดาวเทียม หรือผลิตโดรนเพียงอย่างเดียว แต่เรายังอยากต่อยอดไปถึงเรื่องของการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล การทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่ต่อเนื่องกันทั้งระบบ กลายเป็นอุตสาหกรรมอวกาศ รัฐบาลประชาชนอยากจะสร้าง Space Economy และรัฐบาลจะเป็นผู้ซื้อ ผู้อุดหนุนรายแรกของ Space Economy นี้เอง

“ทั้ง 3 ตัวอย่าง เป็นการเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส แล้วเปลี่ยนโอกาสให้เป็นอุตสาหกรรม เวลานี้เป็นเวลาดีที่สุดแล้วที่เราจะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ การลงทุนจำเป็นต้องใช้ทั้งเงิน ใช้ทั้งเวลา ใช้ความจริงจัง ใช้ความต่อเนื่องทางนโยบายอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราไม่เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ตั้งแต่วันนี้ เราก็จะตกขบวนรถไฟอีก การลงทุนเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 กลับมาอีกครั้ง” นายอิสริยะ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)