
เมื่อเวลา 11.51 น. CPAXT ลบ 4.73% ลดลง 0.70 บาท มาที่ 14.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 248.04 ล้านบาท
BJC ลบ 3.55% ลดลง 0.50 บาท มาที่ 13.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 39.39 ล้านบาท
HMPRO ลบ 3.01% ลดลง 0.20 บาท มาที่ 6.45 บาท มูลค่าการซื้อขาย 97.87 ล้านบาท
GLOBAL ลบ 2.44% ลดลง 0.15 บาท มาที่ 6.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 36.46 ล้านบาท
CPALL ลบ 1.75% ลดลง 0.75 บาท มาที่ 42.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 858.61 ล้านบาท
MRDIYT ลบ 1.75% ลดลง 0.15 บาท มาที่ 8.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 12.98 ล้านบาท
CRC ลบ 1.72% ลดลง 0.30 บาท มาที่ 17.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 51.19 ล้านบาท
MOSHI ลบ 0.71% ลดลง 0.25 บาท มาที่ 34.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4.63 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่เนแนล (CGSI) ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคน่าจะยังคงอ่อนตัวในเดือนธ.ค.68 และอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯให้คำแนะนำน่าจะยังอยู่ในแดนลบ ขณะที่ MOSHI เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่โดดเด่น โดยจากประมาณการคาดว่าจะรายงาน SSSG ที่ราว +7-8% ในเดือนธ.ค.68 เร่งตัวขึ้นจาก +2% ในเดือนพ.ย. มองว่าการเร่งตัวดังกล่าว สะท้อนถึงการหมดไปของฐานสูงในช่วงต.ค. ถึงต้น พ.ย.67 ที่กดดันการเติบโตชั่วคราว ที่สำคัญเชื่อว่าผลประกอบการในเดือนธ.ค.ของ MOSHI น่าจะบ่งชี้ถึงโมเมนตัมที่ดีขึ้นด้วย SSSG ในไตรมาส 4/68 ที่น่าจะบวก 0-1% จะยิ่งตอกย้ำตำแหน่งของ MOSHI ในฐานะหุ้นเติบโตท่ามกลางการบริโภคที่อ่อนแอ
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่า SSSG ของกลุ่ม home improvement ในเดือนธ.ค.68 มีความผันผวนแบบผสมผสาน ผู้ค้าปลีกสินค้า Home improvement แต่ละรายน่าจะมี SSSG แตกต่างกัน โดยได้รับแรงกดดันหลักจากปัจจัยภายนอกมากกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์พื้นฐาน ทั้งนี้ SSSG ของ DOHOME มีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อเนื่องเป็น -13% ในเดือนธ.ค. จากผลกระทบของความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา ซึ่งรบกวนการดำเนินงานของสาขาหลายแห่ง รวมถึงสาขา flagship ที่จังหวัดอุบลราชธานี
ขณะที่ MegaHome ของ HMPRO ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากน้ำท่วมในภาคใต้ โดยมีสาขาที่หาดใหญ่ 1 แห่งต้องปิดให้บริการตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย.จนถึงสิ้นเดือนธ.ค.68 ส่งผลให้ SSSG น่าจะลดลงอยู่ที่ราว -7% ถึง -8% ในทางตรงกันข้าม HomePro ของ HMPRO และ ไทวัสดุของ CRC ได้รับอานิสงส์จากความ ต้องการซ่อมแซมและทดแทนสินค้าหลังเหตุอุทกภัย ซึ่งน่าจะช่วยให้ SSSG ในเดือนธ.ค.ติดลบน้อยลง ส่วน GLOBAL แม้จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากแรงซื้อหลังน้ำท่วมในภาคใต้เช่นกัน แต่ถูกหักล้างด้วยยอดขายที่อ่อนตัวลงของสาขาในพื้นที่ใกล้ชายแดน ส่งผลให้SSSG ในเดือนธ.ค.ยังคงอยู่ที่ราว -5% ใกล้เคียงกับเดือนพฤศจิกายน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า ผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคจะยังคงมี SSSG ติดลบเป็นเลขหลักเดียวตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงปานกลางในเดือนธ.ค. 68 โดย BigC ของ BJC น่าจะ underperform ด้วย SSSG ที่ประมาณ -5% ซึ่งเป็นผลมาจากฐานที่สูงในปีที่แล้วจากผลประกอบการที่ดีของสาขาในแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งผลกระทบจากการปิดสาขาชั่วคราวบริเวณใกล้ชายแดนจากความขัดแย้ง
ส่วนร้าน 7-Eleven ของ CPALL น่าจะมี SSSG ติดลบน้อยลง mom เนื่องจากเชื่อว่าผลกระทบจากโครงการคนละครึ่งของรัฐ ที่ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าในร้านโชห่วย แทน ค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ Tops ของ CRC น่าจะเป็นรูปแบบร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ดีที่สุด จึงน่าจะมี SSSG อยู่ที่ประมาณ -2% จากฐานลูกค้าที่มั่นคงกว่าและยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ น้อยกว่า
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI คาดการณ์ว่า SSSG จะยังอ่อนตัวในไตรมาส 1/69 โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากโครงการ e-receipt อย่าง HMPRO และ CRC ซึ่งฐานยอดขายน่าจะไม่ช่วยหนุนการเติบโตอีกต่อไป นอกจากนี้คาดว่า SSSG ของกลุ่ม Home improvement จะยังอยู่ในแดนลบ เพราะมีปัจจัยลบจากรายได้ครัวเรือนที่เติบโตต่ำ, เกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดและเศรษฐกิจมหภาคที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันผู้ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง โดยเฉพาะ 7-Eleven ของ CPALL และ BigC ของ BJC น่าจะมี SSSG ติดลบไปจนถึงปลายไตรมาส 1/69 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของสถิตินักท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายวิเคราะห์ฯยอมรับว่า การประเมินมูลค่าของกลุ่มค้าปลีกใกล้จะแตะสถิติต่ำสุดในอดีตแล้ว แต่อาจยังไม่พอกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ทั้งนี้มองว่าช่วงที่โมเมนตัมของ SSSG ยังคงเป็นเชิงลบและแนวโน้มทำกำไรยังไม่ชัดเจน แรงหนุนจากการประเมินมูลค่าอย่างเดียวอาจไม่พอทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสามเดือนข้างหน้า จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มค้าปลีก และยังเลือก MOSHI และ MRDIYT เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากมองว่าทั้งสองบริษัทน่าจะทำกำไรแข็งแกร่ง, มีปัจจัยหนุนการเติบโตที่ชัดเจน และทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มค้าปลีกจะมี upside risk หากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น ส่วน downside risk จะมาจากการบริโภคที่อ่อนตัว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)





