
คณะกรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกม ทั้งกลุ่มผู้พัฒนา (Developers) ผู้จัดจำหน่ายและแพลตฟอร์ม (Publishers/Platforms) รวมถึงภาคการศึกษา เข้าพบนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อนำเสนอ “นโยบายและแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Policy Proposal)” โดยมีเป้าในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเกม ก้าวขึ้นเป็น New S-Curve ตัวใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
สาระสำคัญของการนำเสนอในครั้งนี้ คือการหารือ เรื่อง “The Legal Bottleneck & Solution” ซึ่งทาง TGA ได้เสนอความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดัน “พ.ร.บ.อุตสาหกรรมเกม” (ฉบับใหม่) เพื่อแยกอุตสาหกรรมเกม ออกจากกฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เดิม ที่เริ่มล้าสมัย และไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
การแก้ปัญหากฎหมายนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วย “ปลดล็อก” ศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว ที่ประชุมยังได้หารือถึง Strategic Partnership ในการนำประเด็นดังกล่าว ไปบรรจุเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Soft Power ที่พรรคให้ความสำคัญ และเคยขับเคลื่อนมาแล้วในระยะเวลา 2 ปี ขณะที่เป็นรัฐบาล
นายยศชนัน กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การมองเกมเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ แต่คือการวางรากฐาน “Ecosystem” ของประเทศใหม่ ทักษะของบุคลากรในวงการเกม ทั้งกลุ่ม AR, VR หรือ IT Skill คือ ต้นทุนมนุษย์ที่สำคัญมาก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนา AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ ของประเทศได้ โดยโมเดลการทำงานในอนาคตต้องเกิด “Resource Sharing” หรือการแบ่งปันทรัพยากรที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมองให้ไกลกว่าแค่การให้ทุนตั้งต้น (Angel Fund) แต่ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยไปสู่แหล่งทุนระดับโลก (Global Venture Capital) เพราะลำพังเงินทุนภายในประเทศ อาจไม่เพียงพอต่อยกระดับธุรกิจสู่การแข่งขันระดับสากล หากเราสร้างฐานที่มั่นคงและมีศักยภาพที่ชัดเจน เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาเองโดยธรรมชาติ ดังนั้น การสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมจึงไม่ได้จบแค่เรื่องความบันเทิง แต่คือการสร้าง “Ground Truth” หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยทั้งระบบอย่างยั่งยืน
นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ภาครัฐควรพิจารณารูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ประกอบการจับต้องได้จริง เช่น การจัดซื้อ License หรือเปิด IP (Intellectual Property) ระดับโลกเข้ามา หรือการสร้าง ‘Development Platform’ ส่วนกลาง เพื่อให้คนทำงานในไทยได้เข้าถึงเครื่องมือ (Tools) ระดับสูง ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดให้นักพัฒนาอยากเข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของไทย เพราะมีแต้มต่อด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า
พร้อมกันนี้ ยังได้เสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มองถึงความเป็นไปได้ในการสร้างโมเดล ‘National Champion’ หรือการมีบริษัทเรือธงที่มีภาครัฐร่วมลงทุนเพื่อนำร่องตลาด รวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานเชิงลึก อย่างชิปประมวลผล หรือฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การผลิตเกม แต่คือการสร้าง ‘Deep Know-how’ ให้ฝังรากลึกอยู่ในประเทศ เมื่อเราเป็นเจ้าขององค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้อย่างแท้จริง เราจะมี ‘อิสรภาพ’ ทางเทคโนโลยีที่จะนำไปประยุกต์ใช้หรือรุกตลาดอื่น ๆ ได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น AR, VR หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตอื่นๆ
นายยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ยั่งยืน จำเป็นต้องมองให้ครบทั้งลูป (Loop) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมเข้ากับ ‘ภาคการศึกษา’ อย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันความต้องการของผู้เรียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเกมมีสูงมาก สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่พร้อมที่จะกระโดดเข้ามาในสายงานนี้ แต่โจทย์ใหญ่ คือ จะทำอย่างไรให้การเข้าถึงองค์ความรู้ และเครื่องมือทันสมัยขยายวงกว้างออกไป ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงเฉพาะกลุ่ม หรือหลักสูตรนานาชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพื่อเป็นการขยายฐานกำลังคนคุณภาพ (Talent Pool) ให้กับประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้แปลกเปลี่ยนความคิดกับแก่สมาคมฯ ถึงการกำหนด ‘Positioning’ และ ‘DNA’ ของเกมไทยให้ชัดเจน ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า กลิ่นอายหรือเอกลักษณ์ที่เป็น Unity ของเกมจากประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เพื่อสร้างภาพจำ (Branding) ที่แข็งแกร่งให้นักเล่นเกมทั่วโลกรับรู้ โดยมองว่า ‘เกม’ เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องยนต์ (Engine) สำคัญที่จะพาคนไทยและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยไปสู่เวทีสากล ซึ่งตนและทีมงานยินดีที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานในทุกมิติ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหรือตำแหน่งใดก็ตาม เพื่อผลักดันให้ Ecosystem นี้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) กล่าวเสริมว่า ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งล้าสมัย และฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยในปัจจุบันเราเห็นพ้องตรงกันแล้วว่าอุตสาหกรรมเกมมีศักยภาพมหาศาล และอาจมีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรีรวมกัน เหมือนในกรณีของเกาหลีใต้ จึงมีความจำเป็นต้องแยก ‘พ.ร.บ.เกม’ ออกมาจากกฎหมายภาพยนตร์เดิม เพื่อให้การบริหารจัดการมีความชัดเจน
นพ.สุรพงษ์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานรูปแบบ ‘Super Agent’ ภายใต้ พ.ร.บ.THACCA (ฉบับใหม่) ที่จะมีสภาพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์รายสาขา รวมถึง ‘สภาเกม’ แยกออกมาอย่างชัดเจน เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ พร้อมทั้งผลักดันมาตรการ ‘Cash Rebate’ 30% ซึ่งเดิมใช้ดึงดูดกองถ่ายทำต่างประเทศ และเริ่มขยายมาสู่ภาพยนตร์ไทยให้ครอบคลุมมาถึงอุตสาหกรรมเกมและแอนิเมชันด้วย เพื่อสร้างแต้มต่อและเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)




