“มาร์ก คาร์นีย์” เยือนปักกิ่ง จับมือ “สี จิ้นผิง” เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในวันนี้ (16 ม.ค.) โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างผลประโยชน์ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันด้วยการดึงจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาใช้

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของนายกฯ คาร์นีย์ในครั้งนี้ นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของนายกฯ แคนาดาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของแคนาดารองจากสหรัฐฯ ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ใช้ความพยายามทางการทูตมานานหลายเดือนเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดที่มีมาก่อนหน้านี้

นายกฯ คาร์นีย์กล่าวกับผู้นำจีนว่า “การเริ่มต้นความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งเช่นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ” พร้อมระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมหาศาล เช่น เกษตรกรรม เกษตรและอาหาร พลังงาน และการเงิน ซึ่งเป็นจุดที่แคนาดาเชื่อว่าจะสามารถสร้างความคืบหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่แคนาดาพยายามกระชับความสัมพันธ์กับจีน ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้าบางรายการของแคนาดา รวมทั้งเคยเปรยว่าพันธมิตรเก่าแก่รายนี้อาจกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน จีนซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์เช่นกันนั้น ก็แสดงความต้องการที่จะร่วมมือกับชาติสมาชิกกลุ่ม G7 เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ

ทางด้านปธน.สีกล่าวกับนายกฯ คาร์นีย์ว่า “ผมตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับท่านต่อไป ด้วยความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ ประชาชน และประชาคมโลก เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับแคนาดาให้ดียิ่งขึ้น”

นักวิเคราะห์มองว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจเปลี่ยนบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แม้คาดว่ารัฐบาลแคนาดาจะไม่ถึงขั้นเปลี่ยนขั้วจากสหรัฐฯ ไปอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

ซุน เฉิงฮ่าว นักวิชาการจากศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหฺวา ให้ความเห็นว่า แคนาดาเป็นพันธมิตรหลักและมีความผูกพันด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ออกห่างจากวอชิงตัน แต่หากแคนาดาดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นอิสระมากขึ้น จีนก็อาจใช้กรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า แนวคิดการตัดขาดทางเศรษฐกิจ (Decoupling) ที่นำโดยสหรัฐฯ นั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ เสมอไป

อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่ต้องแก้ไข โดยในปี 2567 รัฐบาลชุดก่อนของจัสติน ทรูโด ได้ประกาศขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากการที่ผู้ผลิตจีนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรของแคนาดามูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ อาทิ น้ำมันคาโนลาและกากคาโนลา ทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าแคนาดาของจีนในปี 2568 ร่วงลงกว่า 10.4% โดยเมื่อวานนี้ (15 ม.ค.) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมของแคนาดาเปิดเผยว่า การเจรจาเรื่องภาษีดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ม.ค. 69)