เลือกตั้ง’69: ปชป.จัดงาน “รวมพลคนทำเป็น” ระดมทุนเข้าพรรคกว่า 20 ล้าน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดงานรวมพลคนทำเป็นเพื่อระดมร่วมสนับสนุนการทำงานระดมทุน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดิมทางมาถึงบริเวณงาน ได้ถ่ายรูปกับสแตนดี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมพูดแซวสแตนดี้ตัวเองว่านี่ใครมายืนหล่ออยู่นี่ และในงานจัดกิจกรรมเปิดเผยความรู้สึกผ่านโพสต์อิทบนรูปแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรูปแผนที่ประเทศไทยด้วย

โดยงานเริ่มขึ้นด้วยผู้สมัคร สส.ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ก่อนที่จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ 3 ผู้สมัครคือ นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคฯ และผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2, ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 4 คลองเตย-วัฒนา และ น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 23 พระโขนง-บางนา

หลังจากนั้นแคนดิเดตของพรรคฯ ได้ขึ้นเวทีเพื่อย้ำถึงแนวนโยบายของพรรคกับอนาคตประเทศ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันทางการเมืองปกติเรียกว่างานระดมทุน แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการที่ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่สุจริต ก่อนเริ่มเข้าจากตรงนี้ เพราะเพื่อนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน วันนี้ว่าทำไมวันนี้จึงมายืนตรงนี้ อย่างนายกรณ์ที่เคยบอกกับตนก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ยุ่งแล้วทางการเมือง แต่จุดหนึ่งก็ทนไม่ไหวทนไม่ได้กับหลายสิ่งที่เห็น ส่วนนางการดีในฐานะคนที่อยากขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมในเชิงวิชาการ คลุกคลีกับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของโลก เสน่ห์ภาวะที่เป็นคุณแม่ก็กังวลกับสิ่งที่มองเห็นอนาคตของประเทศไทย ตนไปชวนนางการดีให้เข้ามา ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าถึงเวลาที่จะต้องเอาความรู้ความสามารถ มาทุ่มเทให้กับบ้านเมือง

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตนใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจาก ปชป. ซึ่งเป็นพรรคที่ตนรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ตนยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับประถมศึกษา ตนออกไป ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทางให้ตนสามารถทำงานทางการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนได้ ช่วง 2 ปีนั้นตนเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือหนึ่งเสียดายพรรคนะ ซึ่งแม้จะสั้นแต่เจ็บปวดสำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากซักไซ้ไล่เรียง ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คือทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกงการทุจริตคอรัปชั่นระบาดไปทั่วบ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา

บุคคลที่มีประวัติทำผิดคดีร้ายแรงก็สามารถที่จะลอยนวล หรือมีอำนาจในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตนอายเวลาที่มีแขกต่างประเทศ แม้แต่ทูตานุทูตถามตนเรื่องนี้ว่าประเทศไทยการเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ก็มีเช่นเดียวกันที่มาบอกกับตนว่า อย่ากลับเลยการเมือง มีพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งท่านถามตนว่าเลิกแล้วใช่ไหมเลิกการเมืองดีแล้ว ตนจึงถามว่าดีอย่างไร ท่านบอกคนอย่างคุณกะล่อนไม่เป็นไม่ควรไปเป็นนักการเมือง และหาดใครรู้จักตนชอบเถียงคน แต่ไม่เถียงพระ เถียงในใจ และวันที่ตัดสินใจกลับมา อยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนนี่แหละจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้

เมื่อเกิดเปลี่ยนแปลงในพรรคของเราเมื่อ 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ตนจึงต้องครุ่นคิดอยู่พอสมควร เรามีโอกาส ไม่ใช่การกู้พรรค แต่ต้องทำให้พรรคสามารถกลับมาช่วยกอบกู้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่คำพูดที่ว่าเสียดายพรรค ตนได้ยินไม่ใช่จากคนที่อยู่ในพรรค ตนได้ยินแม้แต่คนที่อยู่ต่างพรรค หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพรรค จึงทำให้คิดว่าทำไมต้องเสียดายพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขา จึงตกผลึกว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต พรรคนี้เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีความคิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ หรือผลเฉพาะหน้าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ต้องสามารถส่งต่อความคิดเน้นการพลังของการต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถือว่ายากแล้ว เป็นสถาบันก็คนที่เสียได้พรรค เสียดายสถาบันแล้วตนจะกลับมา แนะนำสิ่งเหล่านี้คืนมาได้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ตนทำได้ คือการเอาประวัติทำงานทางการเมืองของตน ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ รักและไม่รัก เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่ตนมั่นใจว่าอย่างน้อยทุกคนยอมรับว่า 30 ปีในทางการเมือง เรื่องความซื่อสัตย์ สุจริตและเรื่องสัจจะ ไม่ต้องตั้งคำถามกับตน แล้วสิ่งนี้คือสิ่งที่ ปชป.ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2489 ตนรู้การยืนยันสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ โลกเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ตนออกไปการเมือง ตนกลับมาเอา ปชป.กลับไปอยู่จุดเดิม ไม่ใช่สิ่งที่สังคมต้องการ จึงรู้ว่าถ้าจะกลับมาต้องเปลี่ยนแปลงพรรคซึ่งยากมาก โดยกลุ่มคนอย่างน้อยสิ่งที่ตนต้องผ่านคือการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคโดยกลุ่มคน ซึ่งไม่ใช่คนที่ทำงานกับคนแล้วในยุคหลัง หรือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ตนตัดสินใจออกจากพรรคไป

ขณะเดียวกันคนมองประชาธิปัตย์ทุกยุคทุกสมัยเมื่อก่อนไปชวนใครเข้ามา คิวมันยาวเหลือเกิน ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้มีโอกาสทำงานบริหารพรรค แต่ไม่น่าเชื่อจะได้ความเป็นสถาบันหรืออย่างไร เมื่อ สส.หรืออดีต สส.บอกกับตนว่า อยากจะให้ตนกลับมาดูแลพรรค แม้แต่คนที่เตรียมจะย้ายพรรคแล้วเดี๋ยวอยู่ต่อให้เลือกเสร็จ แล้วเดี๋ยวไปนะตกลงกับเขาไว้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร บุคลากรที่ท่านเห็นในวีดีทัศน์ซึ่งมีผู้อาวุโสมากมายอย่างมีไฟในการทำงาน ก็บอกว่าเปิดทางเถอะ เปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงเป็นบ้านหลังเดิม แต่ผู้บริหารหลายคนเพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์เดิมแต่เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปด้วยกันเอามุมมองของคนอีกกลุ่มอีกรุ่นเข้ามา เสร็จแล้วนายกฯก็ช่วยตนยุบสภาฯก่อนกำหนด ทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเร็วขึ้นไปอีกและที่สำคัญก็คือยุบสภาฯในขณะที่คุณบอก แล้วคุณจะเหลืออะไร สส.ก็แทบไม่เหลือเงินก็แทบไม่เหลือจนกระทั่งท่านทั้งหลายซื้อตั๋วกันในวันนี้

“ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเดินมาถึงจุดนี้มีความอดใจระดับหนึ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปร กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันกลายเป็นพรรคแกนนำเดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ตนทราบช่วงการหาเสียงตำไม่ได้นโยบายไหนของพรรคไหน หรือหลายคนบอกนักการเมืองก็เหมือน ๆ กัน แต่ตนยืนยันว่าอยู่บ้านหลังนี้อยู่บ้านสีฟ้ามา เราไม่เหมือน ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัครทุกคน ตนบอกได้เลยว่ามีส่วนร่วมกับการที่จะทำงานต่อไปในปฏิบัติการไทยหายจน เพราะเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย คนในพรรคมีส่วนร่วม เถียงกับตนได้ตลอด แต่ชนะหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง และเจ้านายคือประชาชน ไม่มีใครมาสั่ง ให้ยึดประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราทำ เราเดินหน้าเต็มที่ วันนี้จึงภูมิใจได้ว่า ท่านคือผู้ที่ร่วมกับเราที่จะสร้างการเมืองที่สุจริต และชีวิตของคนไทยที่มั่นคง สำหรับคนไทยทุกคน

รายงานข่าว แจ้งว่า การจัดงานกระดมทุนของ ปชป.ครั้งนี้มียอดกว่า 20 ล้านบาท และหลังเปิดเวทีระดมทุนเสร็จแล้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ปชป.ทั้ง 3 คนได้มาลงพื้นที่พบปะประชาชนที่บริเวณสยามสแควร์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน และคนรุ่นใหม่มาขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์อย่างคึกคัก โดยช่วงหนึ่งได้หันไปแซวกับนางการดีว่า เราจะเป็นรุ่นยายอยู่แล้ว และยังมีแฟนคลับมาแซวนายอภิสิทธิ์ว่า เป็นแฟนคลับตั้งแต่ปี 2547 ทำให้นายอภิสิทธิ์อุทานว่า โอ้โห จากนั้นได้เดินไปพบปะประชาชนต่อที่ฝั่งสยามพารากอน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ม.ค. 69)