
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า อัตราการเกิดของจีนร่วงลงเมื่อปีที่แล้วสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2492 ตอกย้ำถึงปัญหาด้านประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้นสำหรับทางการจีน แม้เจ้าหน้าที่พยายามออกมาตรการมอบเงินอุดหนุนใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนให้คู่รักมีบุตรมากขึ้นก็ตาม
รายงานระบุว่า อัตราการเกิดต่อประชากร 1,000 คน ร่วงลงมาสู่ระดับ 5.6 ต่ำสุดนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเด็กเกิดใหม่ราว 7.9 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเมื่อปีก่อนหน้าเป็นอย่างมาก
ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นก้าวถอยหลังสำหรับนโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่พยายามผลักดันสังคมให้เอื้อต่อการมีบุตร รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนแก่พ่อแม่ ทั้งนี้ จำนวนประชากรจีนลดลง 3.4 ล้านคนในปีที่ผ่านมา สู่ระดับ 1.405 พันล้านคน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
การลดลงของประชากรวัยแรงงานและปัญหาสังคมสูงวัยกำลังคุกคามจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราส่วนระหว่างคนทำงานต่อผู้เกษียณอายุจะลดลง ส่งผลให้ระบบบำนาญที่ขาดแคลนงบประมาณอยู่แล้วต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการมีบุตรต่าง ๆ มากมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การขยายสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับทั้งบิดาและมารดา ไปจนถึงการปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนสมรสให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น
จากมาตรการจูงใจต่าง ๆ ในปัจจุบัน คู่รักจะได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 500 ดอลลาร์ต่อปี สำหรับบุตรแต่ละคนที่อายุต่ำกว่า 3 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับยาและอุปกรณ์คุมกำเนิดในอัตรา 13% รวมถึงยาคุมฉุกเฉินและถุงยางอนามัยเป็นครั้งแรก โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)





