ป.ป.ช.ชี้มูล “สารวัตรต๊อก” อดีต สส.พปชร.จันทบุรี ผิดจริยธรรมร้ายแรงปมรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา หรือ “สารวัตรต๊อก” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จันทบุรี เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือครองที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวม 94-1-59 ไร่ โดยไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองได้ตามกฎหมาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ต่อไป

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี 57 พ.ต.ท.ฐนภัทร ซื้อที่ดินในท้องที่ ต.ปะตง และ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวม 94-1-59 ไร่ จากผู้ครอบครองเดิม ซึ่งเป็นที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว โดยเข้าไปทำสวนลำไยและสร้างบ้าน ซึ่งภายหลังจากที่ พ.ต.ท.ฐนภัทร ได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส.จันทบุรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 ยังคงครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา และได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้ารับตำแหน่ง สส.ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แสดงรายการที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทั้ง 3 แปลงนี้เป็นทรัพย์สินของคู่สมรส

ต่อมาเมื่อคณะทำงานสำรวจการครอบครองที่ดินระดับพื้นที่ได้เข้าทำการสำรวจ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.63 พ.ต.ท.ฐนภัทร ได้ให้บุตรชายแสดงตัวเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์แทน ทั้งที่รู้ดีว่าตนเองและครอบครัวไม่ใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยหรือทำกินตามกฎหมาย เนื่องจากใม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินเดิมที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ รวมทั้งไม่ได้เป็นผู้ยากไร้มีรายได้น้อยและไร้ที่ดินทำกิน

การกระทำของ พ.ต.ท.ฐนภัทร ในฐานะ สส.และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน กลับถือครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตป่าอนุรักษ์ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง สส.

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)