เลือกตั้ง’69: เปิดวิสัยทัศน์ “เชน-มาร์ค-เท้ง” ทางแพร่งประเทศไทย ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

มติชน จัดงาน Matichon Thailand Election 2026 “THE REAL POLITICS” ทางแพร่งประเทศไทย ไฮไลท์ที่น่าสนใจ อยู่ที่ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ 3 พรรคการเมืองสำคัญ ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ ได้แก่ นายยศชนัน วงสวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย (พท.), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน (ปชน.) 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าววิสัยทัศน์ ว่า พรรคตั้งเป้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีหลักคิดว่าการที่จะทำคนไทยรวยขึ้นได้ ต้องมีการยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ พัฒนาทักษะ Upskill-Reskill และแก้ปัญหาทุกอย่างอย่างมีระบบ

โดยพรรคเพื่อไทย จะเริ่มแก้ปัญหาที่รากฐาน ด้วยการแก้หนี้ทั้งระบบ เพิ่ม Productivity ขยายโอกาส ทำให้เมืองเล็ก ๆ เป็นเมืองใหญ่ได้ นำอีเวนท์ต่าง ๆ เข้าไปยังพื้นที่ที่ห่างไกล เพื่อทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งการสร้างสนามบินแห่งใหม่ และปรับปรุงคุณภาพสนามบิน มีการพัฒนาระบบคมนาคม ซึ่งหาแนวทางที่จะทำให้คนใช้บริการรถไฟฟ้า เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทันที เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ และรถไฟความเร็วสูง

พร้อมกันนี้ พรรคยังมีนโยบายสินเชื่อเพื่อคนไทยในต่างแดน ปรับให้ภาคการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้การบริการมีมูลค่าสูง เริ่มต้นบริการทางการแพทย์ที่ดี อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การนำวิทยาการใหม่ ๆ มาพัฒนาทางการแพทย์

นายยศชนัน กล่าวว่า บทบาทหน่วยงานภาครัฐ เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้างความเชื่อมั่นในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สร้างองค์ความรู้ เปิดให้เอกชนเข้าถึงข้อมูลได้ ด้านการศึกษาไทยต้องเชื่อมโยงวิจัย และนวัตกรรมใหม่ ๆ พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ พร้อมกับสานต่อ โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การฟื้นฟูทะลไทย และประมงทะเล

พร้อมเห็นว่า คนไทยยังมีความหวัง เพราะพรรคเพื่อไทย ได้เดินหน้ายกเครื่องเพื่อไทยตั้งแต่เดือนต.ค.68 และตอนนี้พยายามยกเครื่องประเทศไทย ซึ่งคงจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีการร่วมมือกัน ดังนั้น เราพร้อมนำนโยบายต่าง ๆ มาช่วยกันคิด ผสมผสามกับนโยบายของภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้

นายยศชนัน ย้ำว่า การจัดตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สามารถทำงานร่วมได้กับทุกพรรคที่มีแนวนโยบายตรงกับพรรคเพื่อไทย และยังหวังว่า หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น พรรคเพื่อไทย จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนที่ในอดีตมักเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคไทยรักไทย มาถึงการยุบพรรคพลังประชาชนนั้น นายยศชนัน ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่มั่นใจว่าพร้อมที่จะรับมือ และเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย

 

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าววิสัยทัศน์ ผู้นำประเทศ ว่า ถ้ามีโอกาสกลับนำพาประเทศไทยอีกครั้ง สิ่งที่ทุกคนต้องทน จะต้องหมดไป โดยจะแก้ปัญหาเรื่องทุนเทา การทุจริตคอรัปชั่น แก้ปัญาหาเศรษฐกิจปากท้อง ทำให้บ้านเมืองสุจริต

โดยเรื่องการแก้ปัญหาทุนเทานั้น ครั้งนี้ต้องทำอย่างเป็นระบบในทุกระดับคอรัปชั่น ตั้งแต่ระดับล่างสุด ที่มักเจอปัญหาเจ้าหน้าที่รับเงิน ส่งส่วย โดยแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ จะเปลี่ยนระบบราชการของรัฐ ให้ระบบการอนุมัติมีความเป็นอัตโนมัติ ลดการใช้เจ้าหน้าที่ให้น้อยลง ส่วนเรื่องการทุจริตในโครงการต่าง ๆ จะเอาแฟลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาเปิดให้ประชาชนดู เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ และใช้ AI เข้ามาตรวจจับสิ่งผิดปกติ และตรวจสอบว่ามีผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

สำหรับการทุจริตซื้อขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงนั้น จะมีการแก้ไขให้การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงมีความโปร่งใส เอาคนที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการกับทุนเทาออกไป เพิ่มเขี้ยวเล็บด้วยการอายัดทรัพย์สิน คริปโตฯ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ว่า ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งภายใน 4 ปีหลังจากนี้ เศรษฐกิจไทยจะต้องกลับไปเติบโต ที่ 5% และหนี้ครัวเรือน ต่ำกว่า 60% ของจีดีพี

“ถ้าคิดว่า รัฐบาลใช้กฏหมายควบคุม กำกับให้เศรษฐกิจโตได้นั้น คิดผิด เพราะหน้าที่รัฐบาล จะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้ธุรกิจ ให้คนธรรมดาเติบโตได้ เราจะเป็นรัฐผลักดัน ชี้ทาง เปิดทางให้ธุรกิจเอกชนไปได้ และไม่ขวางทาง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

นอกจากนี้ พรรคมีนโยบายในการดูแลชีวิตคนทุกกลุ่ม ต้องมีสวัสดิการตั้งแต่เกิด-ตาย โดยเด็กที่เกิดปีแรก ได้รับเงินรวม 65,000 บาท เติมเงิน 500 บาท จนถึงอายุ 18 ปี ให้มีเงินสะสมอย่างน้อย 1 แสนบาท ให้หลักสูตรการศึกษามีความยืดหยุ่น การเพิ่มทักษะ

สำหรับนโยบายระบบประกันรายได้เกษตรกร เข้าถึงเครื่องจักร-เครื่องยนต์ใหม่ได้ นโยบายคนทำงานมีเงินเดือน 4 หมื่นบาทแรกไม่เสียภาษี ทำกฏหมายการแข่งขันทางการค้าให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น นโยบายวัยเกษียณ เพิ่มเบี้ยยังชีพ 1 พันบาทถ้วนหน้า เบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“เราคิดถึงคนทุกกลุ่ม ว่าสามารถยืนอยู่ได้ ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ง่ายและรวดเร็ว และพักหนี้ต่อลมหายใจให้ทุกคนยืนได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า พรรคฯ จะเปิดการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อให้ข้อตกลงกับสหรัฐฯ และยุโรปเสร็จสิ้น โดยหวังให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้ รวมถึงจะต้องเตรียมตัวเป็นประธานอาเซียน เพื่อหาความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน

นายอภิสิทธิ์ มั่นใจว่า 30 กว่าปีได้พิสูจน์มาแล้วว่าเศรษฐกิจจะดีได้ ต้องมีผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยกอบกู้เศรษฐกิจมาแล้ว 2 ครั้ง และเคยพิสูจน์มาแล้วในเวทีโลก ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่ทำได้จริง

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ได้วิเคราะห์โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด และพรรคที่ได้ที่ 1 ก็ใช่ว่าจะได้เป็นรัฐบาลเสมอไป โดยสิ่งที่จะเห็น คือ รัฐบาลผสม

“อยากให้ประชาชนมองว่า อะไรดีสุดสำหรับประเทศ ก็ให้เลือกสิ่งนั้น และฝากให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เพราะยิ่งพรรคได้สส.มากเท่าไร ก็จะเป็นการเติมพลังให้พรรคกลายเป็นพรรคตัวแปรในการร่วมรัฐบาล เข้าไปช่วยดูเรื่องการทุจริต การปราบทุนเทา เพราะพรรคมีประสบการณ์ทางการเมือง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

ส่วนโอกาสความเป็นไปได้ในการทำงานกับพรรคเพื่อไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย มีปัญหาในอดีตในเรื่องการถูกครอบงำ มีเรื่องผลประโยชน์ในครอบครัว นโยบายที่มุ่งไปกาสิโน คริปโตฯ แต่มาถึงวันนี้ เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อยได้พูดแล้ว ถ้าไม่มีประเด็นเหล่านี้ก็มีความเป็นไปได้ แต่เห็นว่าขณะนี้ ยังไม่มีใครออกมาประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล

ส่วนที่มีการประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจเป็นการชี้วัดอนาคตของนายอภิสิทธิ์เองนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้สนใจอนาคตตัวเองเท่าไร แต่สนใจอนาคตประเทศมากกว่า แต่จากที่คุยกับหลายคน หลายคนพึงพอใจแล้ว

“ผมไม่มีกำไรอยู่แล้ว สูงสุดกลับไปที่เดิม ทำให้ดีที่สุด อยากให้คิดถึงอนาคตในการตัดสินใจวันที่ 8 ก.พ. มากกว่า ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ขอให้ไปใช้สิทธิ์ด้วยความสุจริต เปิดใจดูทุกทางเลือก อะไรดีที่สุดกับประเทศ ก็เลือกพรรคนั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าววิสัยทัศน์ผู้นำประเทศ เชื่อว่า หากทุกคนเลือกการเมืองแบบเดิม ก็จะได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้มาตั้งรัฐบาลประชาชนร่วมกัน เพื่อทลายกรอบการเมืองเดิม ๆ ที่นำมาซึ่งโครงสร้างการบริหารแบบเก่า รัฐมนตรีมาจากการแบ่งโควตา ไม่ทำงานตามภารกิจของประเทศ

“เราจะเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ มีทีมบริหารที่ประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถตรงสาย มีเจตจำนงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวตั้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

พร้อมระบุว่า พรรคฯ มีความตั้งใจจะเข้ามาเปลี่ยนประเทศ ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส รับมือสังคมสูงวัย และปัญหาชายแดน 2.คุณภาพชีวิต ทำให้ทุกคนในประเทศเกิดมาดี โตดี และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี 3.การปฏิรูปรัฐ เปลี่ยนจากรัฐกระดาษเป็น “รัฐ Platform” 4.ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ทำให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศที่ผ่านมา เป็นเพราะขาดผู้นำที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองเพื่อมารับใช้ประชาชน ขาดทีมบริหารที่มุ่งการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการแบ่งปันต่อรองผลประโยชน์

ทั้งนี้ พรรคประชาชน มี 200 นโยบาย ภายใต้กรอบ 9 วิธีคิด ได้แก่

1. การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาในประเทศเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนแบบแลนด์บริดจ์ หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็น “เมกะโปรเจกต์สีส้ม” ด้วยวงเงิน 6.3 แสนล้านบาท ภายใต้กรอบ 8 ปี เงินลงทุน 1 บาท ต้องได้ 3 ต่อ คือ ลดต้นทุนให้ประชาชน สร้างแต้มต่อให้ธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้น

2. เปลี่ยนการใช้งบประมาณแบบเลี้ยงไข้ ไปเป็นเงินรักษาโรค อุดหนุนให้ตรงเป้า ใครอยากโต ต้องได้รับแรงหนุนจากรัฐ มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น การส่งเสริมพ่อค้าแม่ขายในตลาดสด ด้วยนโยบายหวยใบเสร็จ การส่งเสริมเกษตรกร ด้วย 12 คูปองเกษตรทันโลก จูงใจให้เลิกการเผา ปรับปรุงคุณภาพดิน และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต แก้หนี้เกษตรกรด้วยการลดหนี้ 20% หากมีการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต

3. เปลี่ยนจากรัฐที่เกรงใจทุนใหญ่ เป็นเกรงใจคนส่วนใหญ่ ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ใช้เทคโนโลยีเข้ามากำกับดูแล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน จัดการสินค้าผิดกฎหมายและไร้มาตรฐานจากต่างประเทศ ประกันภัยไรเดอร์ และผู้ใช้บริการ

4. เปลี่ยนภาระในอดีตเป็นพลังแห่งอนาคต เปลี่ยนภาระเป็นงานคุณภาพ ด้วยนโยบายดูแลผู้สูงอายุ และการให้เงินจ้างผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการอบรมจากรัฐ มีสิทธิ์ได้รายได้ถึง 15,000 บาทต่อเดือน รวมถึงการอุดหนุนค่าเช่าบ้านให้กับผู้มีรายได้น้อย สามารถเปลี่ยนค่าผ่อนได้

5. เปลี่ยนสินทรัพย์ที่หลับใหลในชนบท ให้เป็นรายได้ของรัฐ และเป็นของประชาชนทั่วประเทศ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินรวมแปลง การแปลงที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนด

6. เปลี่ยนรัฐให้เป็นโครงการ ผ่านแนวคิด “รัฐ Platform” ให้งบประมาณกับเอกชนในการแก้ปัญหา และให้ประชาชนเป็นผู้เลือก

7. เปลี่ยนแนวคิดจากรัฐรวมศูนย์ ให้เป็นท้องถิ่นที่จัดการตัวเองได้ ทำลายคอขวดระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่รวมศูนย์ในกรุงเทพฯ เพื่อให้รัฐเกิดความคล่องตัว ด้วยการผลักดันการกระจายอำนาจ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

8. เปลี่ยนจากการหาคนดี เป็นการสร้างระบบที่ดี ให้คนโกงไม่ได้ โดยผ่าน 3 เสาหลัก คือ รัฐโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีลดการทุจริต และปรับปรุงกฎหมาย เพื่อคุ้มครองคนที่เปิดโปงการทุจริต

9. เปลี่ยนนิยามความมั่นคงแบบเดิม ให้สอดรับกับภัยคุกคามสมัยใหม่ เปลี่ยนให้กองทัพมีทหารมืออาชีพที่สมัครใจ ปราบปรามภัยไซเบอร์ ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาแนวชายแดน เช่น การตรวจสอบเส้นเงินทุนเทา และสแกมเมอร์ ใช้ระบบ Smart Tower ปกป้องอธิปไตยของไทย ใช้เซ็นเซอร์ หรือโดรนตรวจจับการลักลอบข้ามชายแดน ใช้การทูตให้เป็นประโยชน์

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลายพรรคมีนโยบายที่คล้ายกัน แต่รากเหง้าที่ฝังลึกที่สุด จนทำให้หลายปัญหาในประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เกิดจากการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ขาดเจตจำนง ดังนั้น หากใครรู้สึกว่าอยากอยู่ในประเทศที่ภาคภูมิใจ เหมือนที่เราเคยถูกเปรียบเทียบว่า เป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” ไปไหนก็ไม่อายใคร ก็ขอเชิญชวนมาร่วมกันสร้างรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน ยืนยันว่าพรรคประชาชนมีความพร้อม เราทลายกรอบความเชื่อแบบเดิม ๆ มาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่

“8 กุมภาพันธ์นี้ อำนาจอยู่ในมือทุกคน เลือกแบบเดิม ได้รัฐบาลแบบเดิม เลือกแบบใหม่ กาให้กับพรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถูกถามว่า หากพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกขัดขวางไม่ให้เป็นรัฐบาล จะสื่อสารกับประชาชนอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ได้เสื่อมคลายลงแล้ว เนื่องจาก สว. ไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะตั้งรัฐบาลที่มาจากการตัดสินของประชาชน

“แต่หากผู้มีอำนาจยังไม่ยอม เราต้องใช้พลังของตั๋วใบที่ 1 เป็นพลังที่อยู่ข้างเรา กล่าวคือ หากพรรคประชาชนได้รับเสียงสนับสนุนมากเพียงพอ เราก็ถือว่าผ่านเงื่อนไขแรกแล้ว ส่วนเงื่อนไขอื่น ๆ นั้น ไม่เชื่อว่าผู้มีอำนาจจะกล้าปฏิวัติรัฐประหาร แต่คงมีกระบวนการนิติสงครามอื่น ๆ ซึ่งเราได้บริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว หากคุณไม่อยากให้เกิดการนองเลือด หรือให้สังคมเกิดความโกรธแค้น ก็ขอให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ขอยืนยันว่า เราไม่ได้เข้ามาล้มล้าง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า พร้อมจะพูดคุยกับผู้มีอำนาจที่ถือตั๋วใบที่ 2 ด้วยความจริงใจ และพร้อมจะทำความเข้าใจ ยกเว้นว่า ถ้าเอายึดผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยมาอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ ก็คงคุยกันไม่รู้เรื่อง

สำหรับเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังคงเหมือนเดิม คือไม่สามารถร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมได้ และจะไม่มี สส. ของพรรคประชาชน ไปโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากใครยอมรับข้อเสนอของพรรคประชาชนได้ คือ คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องไม่มีประวัติสีเทา จะไม่มีโควตาให้เปล่า และต้องทำงานสอดรับกับนโยบายของพรรคประชาชนด้วย

เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกพรรคพูดว่าไม่เอาสีเทา ไม่เอาการทุจริต แต่นายอนุทินเป็นนายกฯ มีอำนาจในการสั่งปลดรัฐมนตรีหรือข้าราชการ จึงอยากทราบว่า นิยามคำว่า “สีเทา” ของนายอนุทินเหมือนกับตนหรือไม่ อยากให้พูดชัดเจนว่า ถ้าไม่เอาสีเทา แล้วเงื่อนไขของนายอนุทินคืออะไร

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)