
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจาก 8 ชาติพันธมิตรยุโรป นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด หรือ +0.63%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือ +0.55% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือ +0.91%
นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากปธน.ทรัมป์ได้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 10% จาก 8 ประเทศในยุโรป ได้แก่เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ซึ่งเดิมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. เพื่อตอบโต้ที่ประเทศเหล่านี้คัดค้านความพยายามของเขาในการเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ และมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ได้ร่วมกันจัดทำ “กรอบข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์” โดยปธน.ทรัมป์กล่าวว่าหากข้อตกลงนี้เสร็จสมบูรณ์ ก็จะเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมสำหรับสหรัฐอเมริกาและทุกประเทศในกลุ่มนาโต
นักลงทุนยังขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 4.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งด้านการใช้จ่ายของทั้งผู้บริโภคและภาครัฐ รวมทั้งการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนพ.ย.และต.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่งเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกัน
นอกจากนี้ ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้นเพียง 1,000 ราย สู่ระดับ 200,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร พุ่งขึ้น 1.57% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 1.22% ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.1% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลง 0.73%
หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวขึ้นทั้งหมด นำโดย Meta Platforms ทะยานขึ้น 5.7% และหุ้น Tesla พุ่งขึ้น 4.2% ก่อนที่บริษัทหลายแห่งในกลุ่มนี้จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์หน้า โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดว่าจะมีผลต่อทิศทางตลาดโดยรวม
หุ้น Procter & Gamble พุ่งขึ้น 2.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรที่สูงเกินคาดในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.2568 ซึ่งเป็นไตรมาส 2 ตามปีงบการเงินของบริษัท
หุ้น Abbott Laboratories ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ร่วงลง 10% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์กำไรในไตรมาสปัจจุบันที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท
หุ้น McCormick ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสชื่อดังของสหรัฐฯ ร่วงลง 8% หลังจากบริษัทคาดการณ์กำไรปี 2569 ที่อ่อนแอ เนื่องจากต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากภาษีศุลกากรและปัจจัยอื่น ๆ ในด้านการผลิต
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า โดยมีการคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)




