
วิเคราะห์โอกาสประเทศไทยกับการคว้าเมกะโปรเจกต์ “ดิสนีย์แลนด์” ท่ามกลางสมรภูมิท่องเที่ยว! ที่กำลังมองหา “เครื่องยนต์ใหม่” เพื่อยกระดับรายได้และสร้างแรงดึงดูดในระดับสากล การสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นระดับโลก (World-class Man-made Attraction) โดยเฉพาะกระแสการดึง “ดิสนีย์แลนด์” มาเปิดในไทยกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง
“อินโฟเควสท์” พาไปดูมุมมองจากภาคเอกชนในการสร้างแม่เหล็กระดับโลกเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวภูมิภาค จากนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ที่เห็นว่า การเกิดขึ้นของโครงการยักษ์ใหญ่อย่าง “ดิสนีย์แลนด์” ในไทย ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะเข้ามาเป็น “แม่เหล็ก” สำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มุ่งหน้าสู่ประเทศไทย
นายอดิษฐ์ ชี้ให้เห็นว่า “ดิสนีย์แลนด์” คือการนำนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว และเพิ่มรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น
สำหรับการมองความเป็นไปได้นั้น นายอดิษฐ์ มองว่า ประเทศไทยมีความพร้อม เนื่องจากมีฐานจำนวนนักท่องเที่ยวที่หนาแน่น และมีแรงดึงดูดในระดับอาเซียนที่สูงมากพอสำหรับการทำตลาด โดยในส่วนของเงินทุนนั้น เชื่อว่านักลงทุนมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่กุญแจสำคัญคือ “นโยบายรัฐบาล” ที่จะต้องให้การสนับสนุน เปิดโอกาส และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ลงทุนมองเห็นความคุ้มค่าอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “ทำเลที่ตั้ง” แม้จะมีการพูดถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ในมุมมองของนายอดิษฐ์ เสนอว่า พื้นที่ที่เหมาะสมกว่าคือ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” หรือภาคอีสาน โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่ทางภาคตะวันออกนั้น มีทรัพยากรที่สมบูรณ์ ทั้งทะเล และระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวรองรับไว้มากแล้ว แต่หากนำ “โครงการระดับโลก” ไปลงในพื้นที่ที่ยังมีความต้องการการพัฒนา อย่างเช่นภาคอีสาน ก็จะก่อให้เกิดผลในเชิงบวกมากกว่า ทั้งในแง่การสร้างงาน สร้างเม็ดเงิน และการกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ที่ยังขาดแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การมาถึงของยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาจส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว Man-made ขนาดเล็กในไทยที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงบ้าง แต่หากมองในภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์มากกว่า
สำหรับมุมมองจากนักเศรษฐศาสตร์ ในประเด็นเรื่องความคุ้มค่า ระบบนิเวศ และความท้าทายของดิสนีย์แลนด์ในไทย น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เห็นว่า ความเป็นไปได้ของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกในไทย ต้องพิจารณาผ่านปัจจัยโครงสร้างและสถิติอย่างรอบด้าน
ในอดีตแหล่งท่องเที่ยว Man-made ของไทย เช่น สวนสนุก หรือสวนน้ำ มักขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศเป็นหลัก ทำให้โครงการเหล่านั้นไม่ได้นำ “มาตรฐานระดับโลก” มาเป็นตัวตั้งในการออกแบบตั้งแต่ต้น มีเพียงบางโครงการ เช่น ไอคอนสยาม ที่ชัดเจนในการตั้งเป้าเป็น World Class Target
น.ส.เกวลิน กล่าวว่า ความสำเร็จของ Man-made Attraction ไม่ได้อยู่ที่เครื่องเล่นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการเชิงระบบ” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การที่คนอยากไปญี่ปุ่น เพราะความเชื่อมั่นในระบบการจัดการ แม้จะมีภัยธรรมชาติ ดังนั้น ไทยต้องมีแผนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด (Business Continuity Management: BCM) เช่น ภัยธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว
ส่วนในมิติของ “ความคุ้มค่าทางการเงิน” การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเลี้ยงโครงการระดับแสนล้านบาทได้ ข้อมูลระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในไทยเฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงถึง 46,000-47,000 บาท ในขณะที่คนไทยใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 5,000-6,000 บาท ต่างกันถึง 7-8 เท่า ดังนั้น โครงการขนาดใหญ่จึงต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลักเพื่อให้ระยะเวลาการคืนทุนไม่นานเกินไป
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่จำนวนนักท่องเที่ยวรวมแซงหน้าไทยไปแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เวียดนาม กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน โดยสถิติในปีที่ผ่านมา พบว่านักท่องเที่ยวจีนมาไทยติดลบถึง 34% ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามพุ่งสูงขึ้นกว่า 41% สะท้อนว่านักท่องเที่ยวจีนเริ่มมองหาความคุ้มค่าในที่อื่นแทน
ขณะเดียวกัน ยังมีความเสี่ยงอีกประการคือ “กรอบเวลา” เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ใช้เวลา กว่าจะเจรจาตกลงกัน กว่าจะก่อสร้าง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 ปี โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อถึงเวลาที่ดิสนีย์แลนด์สร้างเสร็จ รสนิยมของนักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ เนื่องจากปัจจุบันความชอบของผู้คนเริ่มเป็นแบบปัจเจก และกระจัดกระจายมากขึ้น การสร้างสวนสนุกกลางแจ้งในภูมิอากาศร้อนชื้น จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน หากไม่มีการปรับจูนให้เข้ากับอัตลักษณ์ไทย
“ถ้าจะทำดิสนีย์แลนด์ในไทย ต้องตั้งคำถามว่า ดิสนีย์แลนด์ในไทยแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร ทำไมนักท่องเที่ยวจะต้องเลือกมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ไทย นี่เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ” น.ส.เกวลิน กล่าว
ส่วนในแง่การลงทุนดิสนีย์แลนด์ในไทย เนื่องจากภาครัฐไทยมีข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ และวินัยทางการคลัง การลงทุนในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหลัก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ท้ายที่สุด ในมุมมองของ น.ส.เกวลิน Man-made Attraction เป็นเพียง “ตัวเลือกหนึ่ง” แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวในการยกระดับรายได้ และสร้างแรงดึงดูดด้านท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือการยกระดับจุดแข็งเดิมของไทยที่มีอยู่แล้ว เช่น Medical & Wellness ไปสู่กลุ่ม High Value เฉพาะทาง หรือการดึงอีเวนต์ระดับโลก (Events) ที่มีระบบ Ecosystem และโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ เพื่อให้สามารถเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว และตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวโลกได้เช่นกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)





