LGT ฟันธงปี 69 ตลาดผันผวนแต่ยังมีกำไร เชียร์เก็บ “ทองคำ-หุ้นเอเชีย” มองไทยไร้ Innovation โตยาก

นายสเตฟาน โฮเฟอร์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน LGT Private Banking เปิดเผยว่า ปี 69 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี จากมุมมองในระดับภูมิภาค LGT ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดสหรัฐฯ แต่หากลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ แนะนำขายทำกำไรบางส่วน และกระจายความเสี่ยงลงทุนในกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Infrastructure รวมทั้งตลาดญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) โดยให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่ชัดเจนของทิศทางนโยบายในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่คาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของปี

นายโฮเฟอร์ กล่าวว่า แม้ว่ามูลค่าการประเมินราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงต่อการเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะ แต่ปัจจัยที่ยังหนุนตลาดได้คือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่มีการกระจายมายังอุตสาหกรรมอื่น ๆ มากขึ้น โดย LGT เชื่อว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่จะช่วยหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 69 ดังนี้

การใช้จ่ายด้านเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ แม้อัตราการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีแนวโน้มชะลอลง แต่ความต้องการด้านการประมวลผลสมรรถนะสูงและพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศ AI

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางระดับมูลค่าการประเมินที่ตึงตัวในบางส่วนของอุตสาหกรรม AI การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในการลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงมีความสำคัญ โดยแม้เทคโนโลยีจะยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาแนวทางการลงทุนอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือกลยุทธ์หุ้นแบบ Long Short และอื่น ๆ เพื่อช่วยสร้างสมดุลและรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่สภาพแวดล้อมด้านนโยบายของสหรัฐฯยังคงอยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อการเติบโต โดยเป็นผลจากการผสานระหว่างมาตรการลดภาษีสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ภายใต้กฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่ประกาศใช้ในเดือน ก.ค.68 และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายหลังยุคของนายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีแนวโน้มสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.69

อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯมีความซับซ้อนมากขึ้น ในระยะยาว LGT คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเชิงลงโทษทางนโยบาย (Punitive US Import Tariffs) จะมีแนวโน้มปรับลดลงตามการบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ทิศทางของโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

LGT มุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันมุมมองนี้ในปี 69 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลองค์กรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และการสิ้นสุดของภาวะเงินฝืด ซึ่งล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดญี่ปุ่นยังมีความเสี่ยงจากค่าเงินเยนที่มีความผันผวน

สำหรับประเทศจีนช่วงที่ผ่านมา LGT มีความระมัดระวัง แต่ในปี 69 บางอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสร้างผลการดำเนินงานได้โดดเด่นกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น แทนที่จะลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF การใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกแบบคัดเลือกเฉพาะตัวจึงมีความเหมาะสมกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมใน “เศรษฐกิจใหม่” อาทิ เทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ธุรกิจเงิน พลังงานหมุนเวียน และหลีกเลี่ยงบางอุตสาหกรรมอาทิ อสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการเติบโตของกำไรยังไม่ค่อยดี

ยุโรปยังไม่คาดว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีกว่าสหรัฐฯในปี 69 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของผลประกอบการภาคธุรกิจในยุโรปที่มีแนวโน้มล่าช้ากว่าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยไม่แน่นอนที่สำคัญของยุโรป คือ ความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งหากเกิดขึ้นอาจเป็นแรงหนุนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อยุโรป โดยเฉพาะผ่านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังแนะนำพันธบัตรระดับ Investment Grade อายุ 3-7 ปี เนื่องจากสามารถรับประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ยได้ รวมทั้งยังแนะนำพันธบัตรระดับ BB เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม โดยคำนึงถึงความแข็งแกร่งของงบดุลบริษัท และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับตลาดสินเชื่อรวม

นายเจฟ สุธีโสภณ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการพอร์ตการลงทุนประจำ LGT ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในหลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย underperform ภูมิภาคค่อนข้างเยอะมาก หากย้อนดูสถิติ 20 ปีหลัง SET Index ไม่เคลื่อนไหวไปไหน ขณะเดียวกันหากดูการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทย ศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในไทย โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี MSCI Thailand จะอยู่เพียง 4% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองข้าม เนื่องจากในตลาดหุ้นภูมิภาคมีความน่าสนใจมากกว่า อาทิ ตลาดหุ้นเกาหลีที่มีหุ้นนวัตกรรม หุ้นเทคโนโลยี และ P/E อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยสำหรับพอร์ตลงทุนของกองเอเชียของ LGT ไม่มีการลงทุนตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน

สำหรับประเด็นการเลือกตั้งในประเทศ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นักลงทุนต้องการความชัดเจน และการจัดรัฐบาลที่ไม่ยืดเยื้อ รวมทั้งมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม อัพไซด์ของตลาดหุ้นไทยไม่ได้สูง เพราะปัญหาในประเทศระยะยาวยังมีมาก ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจยังต่ำ โดยปีนี้คาด GDP โต 1.5-1.7% ภาคการผลิตค่อนข้างต่ำ ความสามารถในการแข่งขันภาคการส่งออกน้อยลง โดยเฉพาะจีนที่กินส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปมาก ขณะปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้นปัญหาเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก ทำให้ตลาดหุ้นไทยจะแรลลี่ช่วงหลังเลือกตั้งได้ระยะสั้น แต่ระยะยาวยังลำบาก

“ประเทศไทยไม่มี innovation ถ้าคุณจะพูดถึงเทคโนโลยี innovation คุณหาพวกนี้ได้ในประเทศเกาหลี หรือ จีน แต่หลายๆ ประเทศในอาเซียนไม่มีเทคโนโลยี ไม่มี innovation ฉะนั้นจะไม่มีการเติบโตที่ชัดเจนในระยะยาว”นายเจฟ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในด้านบวกตลาดอาจได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ทองคำสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นสินทรัพย์เพื่อการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจในปี 2569 โดย LGT มองว่าทองคำได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่โดยรวมเอื้อต่อการลงทุน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นอกจากนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และแหล่งสร้างผลตอบแทนเชิงบวกในภาวะตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้น โดย LGT คาดการณ์ราคาทองคำในช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)