
จีนถูกลดสถานะจากการเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับใหม่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งความสนใจไปที่การปกป้องแผ่นดินสหรัฐฯ และภูมิภาคซีกโลกตะวันตกเป็นหลัก พร้อมส่งสัญญาณว่าจะจำกัดระดับการสนับสนุนพันธมิตรในอนาคต
เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับนี้จัดทำทุก ๆ 4 ปี โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เชิงนโยบายระดับโลกมากเกินไป จนละเลยผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมของชาวอเมริกัน
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่ายุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงในระดับโครงสร้างทางอารยธรรม และไม่ได้จัดให้รัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ โดยรัสเซียในเวลานั้นระบุว่า เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับมุมมองของรัสเซียเป็นส่วนใหญ่
หากย้อนกลับไป ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศปี 2565 เคยจัดให้จีนเป็นภัยคุกคามหลักในลักษณะหลายมิติ ขณะที่เอกสารปี 2561 ระบุว่าจีนและรัสเซียเป็นมหาอำนาจที่มุ่งเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก และเป็นความท้าทายศูนย์กลางต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ส่วนเอกสารฉบับล่าสุดมีความยาว 34 หน้า และเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) โดยสะท้อนแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดปีแรกหลังกลับเข้าบริหารประเทศอีกครั้ง
ในช่วงเวลาดังกล่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา การโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน รวมถึงการกดดันพันธมิตรของสหรัฐฯ ในประเด็นการเข้าครอบครองกรีนแลนด์
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังย้ำว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะรับประกันการเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในมิติการทหารและการพาณิชย์ โดยเฉพาะคลองปานามา อ่าวอเมริกา และกรีนแลนด์
ท้ายที่สุด เอกสารระบุว่า แนวทางของรัฐบาลทรัมป์แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคหลังสงครามเย็นที่ผ่านมา
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)





