
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลื่นความร้อนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียช่วงต้นเดือนม.ค. มีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นถึง 5 เท่า ขณะที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญความเสี่ยงจากอุณหภูมิที่อาจพุ่งแตะ 50 องศาเซลเซียสในวันนี้ (24 ม.ค.)
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียออกประกาศเตือนคลื่นความร้อนครอบคลุมทุกรัฐและดินแดนบนแผ่นดินใหญ่ของประเทศ ส่วนรัฐวิกตอเรียประกาศห้ามก่อไฟโดยสิ้นเชิงท่ามกลางสภาพอากาศที่รุนแรง และในกรุงเมลเบิร์น ความร้อนจัดส่งผลให้ผู้จัดการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียนโอเพนต้องระงับการแข่งขันในทุกคอร์ต และปิดหลังคาสนามแข่งขัน
บทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Australian Science Media Center เมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) ระบุว่า คลื่นความร้อนในระดับเดียวกับที่ออสเตรเลียเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งในรอบ 100 ปี ขณะนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นทุก 5 ปี และอาจถี่ขึ้นเป็นทุก 2 ปี หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
จากการวิเคราะห์ของ World Weather Attribution ซึ่งเป็นเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติระบุว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ปรากฏการณ์ลานีญามีความรุนแรงไม่มากซึ่งโดยปกติจะเอื้อให้อุณหภูมิเย็นลง อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลส่งผลต่ออุณหภูมิโลกอย่างรุนแรง จนกลบสัญญาณการเย็นตัวตามธรรมชาติไปเกือบทั้งหมด
พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียเผชิญอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง Black Summer ปี 2562–2563 โดยอุณหภูมิสูงสุดในหลายพื้นที่ทะลุ 40 องศาเซลเซียส ระหว่างวันที่ 7–9 ม.ค. 2569 ขณะที่สนามบินเมลเบิร์นวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 44.4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่เพิ่มขึ้น 25%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)





