“โบอิ้ง” พลิกทำกำไร Q4/68 อานิสงส์ขายธุรกิจ Jeppesen แม้ธุรกิจหลักยังขาดทุน

บริษัทโบอิ้ง (Boeing) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการขายธุรกิจเจปเปเซน (Jeppesen) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการบินดิจิทัล ประกอบกับการเพิ่มกำลังการผลิตและยอดส่งมอบเครื่องบินที่แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนใน 2 แผนกหลักที่สูงเกินคาดได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนธ.ค. 2568 โบอิ้งมีกำไรสุทธิ 8.22 พันล้านดอลลาร์ หรือ 10.23 ดอลลาร์ต่อหุ้น (คิดเป็นกำไรจากการดำเนินงานหลักที่ 9.92 ดอลลาร์ต่อหุ้น) พลิกจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ขาดทุนสุทธิ 3.86 พันล้านดอลลาร์ หรือ 5.46 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ทั้งนี้ ผลกำไรดังกล่าวเป็นผลจากการรับรู้รายได้พิเศษจากการขายธุรกิจเจปเปเซน มูลค่า 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งปิดดีลไปในไตรมาส 4 หากไม่รวมกำไรพิเศษนี้ โบอิ้งจะมีผลขาดทุนต่อหุ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 39 เซนต์อย่างมาก

แม้ภาพรวมจะมีกำไรจากรายการพิเศษ แต่ธุรกิจหลักของโบอิ้งยังคงเผชิญความท้าทาย โดยหน่วยธุรกิจเครื่องบินพาณิชย์รายงานผลขาดทุนรายไตรมาสที่ 632 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หน่วยธุรกิจป้องกันประเทศและอวกาศขาดทุน 507 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวน 565 ล้านดอลลาร์ในโครงการเครื่องบินเติมน้ำมัน KC-46 อันเป็นผลมาจากต้นทุนสนับสนุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในห่วงโซ่อุปทานที่สูงเกินคาด อย่างไรก็ตาม เคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้งคาดการณ์ว่ารายการดังกล่าวจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ในส่วนของแผนดำเนินงาน โบอิ้งยังคงเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องบินรุ่นยอดนิยมอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 กำลังการผลิตรุ่น 737 MAX อยู่ที่ 42 ลำต่อเดือน และตั้งเป้าจะขยับขึ้นเป็น 47 ลำต่อเดือนภายในปีนี้ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะส่งมอบรุ่น 737 ได้ทั้งหมด 500 ลำในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดส่งมอบ 447 ลำ (ซึ่งรวมเครื่องบินที่เคยจอดเก็บไว้ 55 ลำ)

สำหรับรุ่น 787 ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการปรับเพิ่มอัตราการผลิตเป็น 8 ลำต่อเดือน และตั้งเป้าที่ 10 ลำต่อเดือนภายในปีนี้ โดยวางแผนส่งมอบเครื่องบินรุ่นนี้ระหว่าง 90-100 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 88 ลำในปี 2568

เจย์ มาลาเว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของโบอิ้งเปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นบวกในช่วง 1-3 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับปัญหาความล่าช้าในโครงการ 777X รวมถึงเครื่องบินรุ่น 737-7 และ 737-10 ซึ่งเป็นรุ่นย่อยที่เล็กที่สุดของตระกูล 737 MAX

สำหรับภาพรวมกระแสเงินสดในไตรมาส 4 โบอิ้งมี Free Cash Flow ไหลเข้า 375 ล้านดอลลาร์ แต่ตลอดทั้งปี 2568 บริษัทยังคงมี Free Cash Flow ติดลบถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าในกระบวนการรับรองมาตรฐานการบิน

สำหรับประเด็นสำคัญอื่น ๆ ในไตรมาสนี้ โบอิ้งได้รวมผลการเข้าซื้อกิจการสปิริต แอโรซิสเต็มส์ (Spirit AeroSystems) มูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์ในรูปแบบของหุ้น พร้อมทั้งชำระหนี้แทนอีกกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ด้านความเคลื่อนไหวทางเทคนิค บริษัทตรวจพบปัญหาด้านความทนทานที่อาจเกิดขึ้นในเครื่องยนต์จีอี (GE) ของเครื่องบินรุ่น 777X และกำลังเร่งแก้ไขร่วมกับผู้ผลิตเครื่องยนต์ โดยออร์ตเบิร์กยืนยันว่า ปัญหานี้จะไม่กระทบต่อกำหนดการส่งมอบในปี 2570

ทั้งนี้ รายได้รวมในไตรมาส 4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 57% แตะระดับ 2.395 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.26 หมื่นล้านดอลลาร์ตามข้อมูลจาก LSEG

หลังการประกาศผลประกอบการ ราคาหุ้นโบอิ้งปิดตลาดลดลง 1.56% เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลกับผลขาดทุนในหน่วยธุรกิจหลักและความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ม.ค. 69)