BBIK ปักหมุดรายได้ปี 69 โต 20% รับเทรนด์ AI-Virtual Bank เล็งปั้นบ.ลูกเข้าตลท.ใน 3-5 ปี

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บลูบิค กรุ๊ป [BBIK] เปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความท้าทายด้านเศรษฐกิจ แต่บริษัทยังสร้างสามารถสร้างการเติบโตได้ ตามความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอเมชันระดับองค์กรยังขยายตัวต่อเนื่อง ปีนี้ยังมุ่งขยาย JV (Joint Venture) เพิ่มเติม รวมทั้งเจรจาดีล M&A คาดปิดดีลได้ภายในปีนี้ หนุนรายได้เติบโต 20% ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ภายในอีกประมาณ 3 สัปดาห์ข้างหน้า บริษัทจะมีการประกาศการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ (Re-organization) ในกลุ่มงานด้าน Digital Implementation เพื่อลดความซ้ำซ้อนของทีมงานที่มีความสามารถคล้ายคลึงกันในบริษัทลูกต่างๆ โดยบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้จะเริ่มในรูปแบบบริษัทจำกัดก่อน และเตรียมผลักดันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อสร้างความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว

สำหรับแผนการลงทุนปี 69 แบ่งงบลงทุนเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการทำงาน โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงถึง 25% ของยอดขายในปัจจุบัน ด้านการควบรวมกิจการ (M&A) มุ่งเน้นการหาพันธมิตรหรือบริษัทที่มีขีดความสามารถเฉพาะทางเพื่อเข้ามาเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัท และการพัฒนาเครื่องมือภายใน (Internal Tools & AI Models) ตั้งเป้างบลงทุนเกือบ 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและซื้อเครื่องมือ รวมถึงโมเดล AI ภาษาขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยความต้องการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กรที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และอีกหนึ่งเทรนด์ใหญ่ในไทยคือการเปิดให้ขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ปีนี้บริษัทจะช่วยองค์กรต่าง ๆ สร้างระบบธนาคารใหม่ขึ้นมา โดยต้องสร้างภายในระยะเวลาอันสั้นเพียง 1-2 ปี รวมถึงนโยบาย “Cloud First Policy” ของภาครัฐและการลงทุนของ Cloud Provider ระดับโลกในไทย ซึ่งบริษัทเตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการวางระบบติดตาม เพื่อรองรับความต้องการขององค์กร

โดยปัจจุบันบริษัทมีปริมาณงานในมือ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 3/68 อยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท โดยคาดจะรับรู้รายได้ต่อเนื่องในปีนี้ นอกจากนี้งานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่จะเข้ามาเพิ่ม Backlog ในปีนี้

ขณะเดียวกันจากผลสำรวจผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ในไทยกว่า 100 ราย พบว่ากว่า 97% เริ่มมีการนำ AI มาปรับใช้ในองค์กรแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่นำ AI ไปใช้ในหลากหลาย Use Case โดยส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม “Quick Win” หรือเน้นการลดต้นทุน เนื่องจากคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ชัดเจนกว่า ในขณะที่การนำ AI มาใช้เพื่อสร้างรายได้ใหม่ยังมีสัดส่วนที่น้อย เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงและมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของโมเดลภาษาที่อาจสูงเกินไปหากไม่มีการวางแผนที่ดี

สำหรับราคาหุ้น BBIK ที่ปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของบริษัท และมองว่าสภาพตลาดในปัจจุบันไม่ได้เอื้อ อย่างไรก็ตามบริษัทจะพยายามสื่อสารการดำเนินงานให้มากขึ้น โดยยังเชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปี 68 ของบริษัทยังแข็งแกร่ง

นายพชร กล่าวว่า นับจากปี 2569 เทคโนโลยีจะเปลี่ยนบทบาทจากปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรไปเป็นโครงสร้างหลัก (Core Infrastructure) ของการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัลเชิงโครงสร้างและมองภาพระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะองค์กรที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่องค์กรที่ปรับตัวล่าช้ามีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว

“เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นโครงสร้างหลักของการดำเนินธุรกิจแล้ว การยกระดับองค์กรในระยะถัดไปจะเข้าสู่กระบวนการสร้างและเชื่อมต่อ Digital Ecosystem ที่ผสานข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และการทำงานข้ามภาคส่วน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ความซับซ้อนของเทคโนโลยีและขอบเขตของเครือข่ายดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาด้านดิจิทัลยังคงเป็นกระแสหลักที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ด้วยเหตุนี้ บลูบิค จึงมุ่งมั่นกับการเตรียมความพร้อมขององค์กร เพื่อรองรับทิศทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้องค์กรลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านองค์กรได้อย่างราบรื่นและเป็นรูปธรรม” นายพชร กล่าว

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 ของบลูบิค แบ่งออกเป็น 3 แกนกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวและตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโกลบอล ได้แก่

1) Client Value & Marketing Innovation: กลยุทธ์ Upsell และ Cross-sell ขยายการให้บริการกับลูกค้ารายเดิม พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ อาทิ ภาครัฐ ธุรกิจการศึกษา สุขภาพ และพลังงาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการและโซลูชันที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ AI, Cloud Computing และความยั่งยืน (Sustainability)

2) Operational Excellence & Scalable Growth:ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพนักงาน 10% ในปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำ AI มาใช้ทั้งในกระบวนการทำงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน

3) Strategic Expansion & Long-Term Growth:วางรากฐานการเติบโตในระยะยาวด้วยการเสริมแกร่งการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ กลยุทธ์ขยายตัวผ่าน M&A และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และรองรับการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

“การเติบโตอย่างต่อเนื่องของบลูบิคกว่าทศวรรษที่ผ่านมา และความไว้วางใจจากลูกค้าที่สะท้อนผ่านสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจในปี 2569 จะสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้ตามเป้าหมาย และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพชร กล่าวปิดท้าย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ม.ค. 69)