
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ที่สามารถผลิตเหล็กกล้าดิบต่อปีได้มากกว่าญี่ปุ่น พร้อมย้ำว่า กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาษีกำลังใช้ได้ผล
ทรัมป์กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของปีว่า “เรากำลังผลิตเหล็กกล้าได้มากกว่าญี่ปุ่น” และเสริมว่า “ญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ได้พรากเอาการผลิตเหล็กกล้าไปจากเราจริง ๆ … (แต่) ทุกอย่างกำลังกลับคืนมาแล้ว”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลของเขาได้บรรลุข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมกับยูเอส สตีล (United States Steel Corp) และได้ช่วยเหลือผู้ผลิตเหล็กกล้าชั้นนำของประเทศรายนี้เอาไว้ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นบริษัทในเครือของนิปปอน สตีล (Nippon Steel Corp) เมื่อปีที่ผ่านมา ภายหลังการเจรจาที่เต็มไปด้วยประเด็นทางการเมืองที่เข้มข้นตลอด 18 เดือน
ข้อมูลจากสหพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งญี่ปุ่น (Japan Iron and Steel Federation) ระบุว่า ในปี 2568 ญี่ปุ่นหลุดจากอันดับผู้ผลิตเหล็กกล้าดิบ 3 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 62 ปี
ขณะที่ข้อมูลที่สมาคมเหล็กกล้าโลก (World Steel Association) เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า จีนยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ตามมาด้วยอินเดีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น
ข้อมูลระบุว่า สหรัฐฯ ผลิตเหล็กกล้าได้ 82 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่การผลิตของญี่ปุ่นลดลง 4% มาอยู่ที่ 80.7 ล้านตัน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อโครงการทางเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยระบุว่า “นับเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปีที่สหรัฐฯ สามารถผลิตเหล็กกล้าได้มากกว่าญี่ปุ่น”
แม้ว่าในช่วงแรก ทรัมป์คัดค้านแผนการที่นิปปอน สตีล จะเข้าซื้อกิจการยูเอส สตีล โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ แต่เขาได้เปลี่ยนท่าทีหลังหวนคืนสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนม.ค.ปีที่แล้ว
ทรัมป์ได้อนุมัติการเข้าซื้อกิจการ หลังจากนิปปอน สตีล ให้คำมั่นว่าจะทุ่มเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในยูเอส สตีล ที่กำลังประสบปัญหา พร้อมทั้งออกเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า “หุ้นทองคำ” (golden share) ให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมอบอำนาจในการยับยั้ง (Veto) ต่อการตัดสินใจด้านการบริหารที่สำคัญต่าง ๆ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)





