
ผลวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียเผย คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการ “ดิสนีย์แลนด์ไทย” แต่ชี้ว่ามีเงื่อนไขสำคัญหลายประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนโครงการจะเกิดขึ้นจริง หลังกระแสข่าวการดึงสวนสนุกระดับโลกนี้เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 เพื่อถอดรหัสความคิดเห็นของสังคมต่อแนวคิด “Disneyland ประเทศไทย” ทั้งในมิติของความคาดหวัง โอกาส และความกังวล
4 ประเด็นร้อนที่ชาวโซเชียลห่วง
จากการวิเคราะห์ พบว่าประเด็นที่ถูกกล่าวถึง (Mention) มากที่สุดไม่ใช่แค่ความสนุกและความตื่นเต้น แต่เป็น “ความเป็นไปได้” และ “อุปสรรค” ของโครงการ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%)
ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ ความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความชัดเจนทางการเมือง โดยชาวโซเชียลบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการอาจถูกมองเป็นเพียงการขายฝันในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและการทุจริตที่อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
2.สภาพอากาศ (28.6%)
สภาพอากาศร้อนของประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ โดยเสียงส่วนหนึ่งมีคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนไหวหรือไม่ ส่งผลให้เกิดข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบสวนสนุกในรูปแบบระบบปิด (Indoor) หรือโดมติดแอร์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเมืองไทย
3.ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)
ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศเป็นที่กล่าวถึงอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน เมื่อมีการประเมินจากบทสนทนาในสังคมออนไลน์ว่า ราคาบัตรเข้าชมอาจอยู่ในช่วง 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชาวโซเชียลหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือออกแบบโครงสร้างราคาที่เหมาะสมได้
4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%)
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเสนอให้นำ “เอกลักษณ์ความเป็นไทย” มาใช้เป็นจุดขาย โดยมีการพูดถึงไอเดียการนำธีมจากภาพยนตร์ “Raya and the Last Dragon” มาเป็นตัวชูโรงในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเสนอไอเดียให้มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ หรือการเนรมิตโซนตลาดน้ำดิสนีย์ (Floating Market) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฟนคลับชาวไทยต้องการเห็น “Disney in Thai Style” ที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลงตัว
75% สนับสนุน แต่มีเงื่อนไขที่ต้องเคลียร์

เมื่อพิจารณาภาพรวมของการสนทนาบนโซเชียล พบว่าแม้จะมีข้อกังวลหลากหลาย แต่เสียงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนให้โครงการเกิดขึ้นจริง โดยมองว่าอุปสรรคต่างๆ เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ มากกว่าจะเป็นเหตุผลให้ล้มเลิกโครงการ
- ฝั่งเห็นด้วย (75.7% ของการกล่าวถึงบนสังคมออนไลน์) กลุ่มนี้มองว่า Disneyland จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ
- ฝั่งไม่เห็นด้วย (24.3% ของการกล่าวถึงบนสังคมออนไลน์) กลุ่มนี้ให้เหตุผลหลักเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และมองว่าควรพัฒนาสวนสนุกหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม รวมถึงเสนอให้สร้างแลนด์มาร์กที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริงมากกว่า
เสียงสะท้อนครั้งนี้ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่สะท้อนความต้องการของผู้คนในสังคมออนไลน์ส่วนหนึ่งที่อยากเห็นโครงการเกิดขึ้นจริง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญทั้งด้านการจัดการสภาพอากาศ ระบบการเดินทาง และโครงสร้างราคาที่เข้าถึงได้
6 โซนทำเลศักยภาพที่ถูกเสนอ
แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่าทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ เรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention)

- ภาคตะวันออก (31.5%): EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip) ได้สะดวก
- ภาคเหนือ (21.8%): เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%): เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ด้วยแนวคิดว่าเป็นจังหวัดใหญ่มีสนามบินนานาชาติ มีมหาวิทยาลัย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการแล้วเสร็จ
- ภาคกลาง (14.5%): กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ
- ภาคใต้ (8.4%): ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง
- ภาคตะวันตก (4.6%): ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี การกล่าวถึงของโซนนี้สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น สามารถเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์สายใต้ (M81) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางมหาศาล และ สนามบินหัวหิน ซึ่งพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ไม่แพ้ทำเลฝั่งตะวันออก
กระแส “Disneyland ประเทศไทย” บนโลกออนไลน์ สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เงื่อนไขด้านความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ ไทยเราพร้อมแค่ไหนในการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)





