
รายงานวิจัยฉบับใหม่ระบุว่า สงครามราคารถยนต์ที่ทวีความรุนแรงในตลาดจีนได้ส่งผลให้รายได้รวมของอุตสาหกรรมหายไปมากกว่า 4.71 แสนล้านหยวน หรือราว 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันอย่างหนักที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญจากการตัดราคาขายอย่างต่อเนื่อง
รายงานดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (9 ก.พ.) โดยหลี่ เหยียนเว่ย สมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์จีนระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์และดีลเลอร์ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมากจากการลดราคารถยนต์ในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งกลายเป็นการแข่งขันที่ยืดเยื้อเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
จุดเริ่มต้นของสงครามราคามาจากเทสลาซึ่งเป็นผู้เปิดฉากลดราคาในตลาดรถยนต์จีนซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2566 ส่งผลให้ทั้งค่ายรถจีนและแบรนด์ต่างชาติต้องปรับกลยุทธ์ตาม และลดราคารถในไลน์สินค้าของตนลงอย่างหนักเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด
หลี่คำนวณมูลค่าความสูญเสียโดยนำส่วนลดราคามาเปรียบเทียบกับราคารถใหม่ ณ เดือนม.ค. 2566 และคูณด้วยยอดขายตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่าราคารถยนต์เฉลี่ยที่จำหน่ายในจีนลดลง 11% จากระดับคันละ 217,000 หยวนในปี 2566 เหลือ 194,000 หยวนในปี 2568
ทั้งนี้ หลี่มองว่าสงครามราคารถยนต์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดระยะสั้น แต่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนไปอย่างสิ้นเชิง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)





