
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีมติผ่านร่างกฎหมายการเลือกตั้ง โดยกำหนดข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการแสดงบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเอกสารพิสูจน์สัญชาติสำหรับการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง ตามแนวทางที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้สภาคองเกรสดำเนินการ
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 218 ต่อ 213 เสียงในวันพุธ (11 ก.พ.) ผ่านร่างกฎหมาย “SAVE America Act” โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันสนับสนุนร่างกฎหมายนี้อย่างเป็นเอกฉันท์ ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตคัดค้านเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียง 1 คน
ร่างกฎหมายระบุว่า แต่ละรัฐต้องกำหนดให้มีการแสดงเอกสารพิสูจน์สัญชาติด้วยตนเอง เช่น หนังสือเดินทางหรือสูติบัตร เพื่อใช้ในการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายสำหรับการลงคะแนนด้วยตนเอง
สำหรับการลงคะแนนทางไปรษณีย์ ร่างกฎหมายกำหนดข้อบังคับใหม่ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งในขั้นตอนการยื่นคำร้องขอลงคะแนน และในการส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้เป็นประเด็นถกเถียงระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตมาโดยตลอด โดยฝ่ายรีพับลิกันยืนยันว่า การกำหนดให้แสดงบัตรประจำตัวและเอกสารพิสูจน์สัญชาติจะช่วยป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง
ขณะที่ฝ่ายเดโมแครตโต้แย้งว่า ข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มชนกลุ่มน้อย คนหนุ่มสาว และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจประสบความยากลำบากในการจัดหาเอกสารประจำตัว
ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามของพรรครีพับลิกันในการเบี่ยงเบนความสนใจ พร้อมเสริมว่า ร่างกฎหมายที่เรียกว่า SAVE Act ไม่ได้เกี่ยวกับการยืนยันตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิในการลงคะแนน และพรรครีพับลิกันไม่มีความน่าเชื่อถือในประเด็นนี้
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันครองที่นั่งอยู่ 53 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังเผชิญความไม่แน่นอนในวุฒิสภา เนื่องจากมีรายงานว่าสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกันบางส่วนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





