
ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในทิศทางที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกอึดอัด ดัชนีแกว่งลงมากกว่าขึ้น หุ้นดีหลายตัวราคาลดลงทั้งที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
ตลอดจนความเชื่อมั่นโดยรวมค่อย ๆ ถูกบั่นทอนลง และสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ ตลาดไม่ได้อ่อนแอ เพราะธุรกิจไทยแย่เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกดทับด้วย “แรงขาย” จากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund: LTF) ที่ทยอยครบกำหนดในแต่ละปี
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด แสดงให้เห็นชัดว่าในช่วงปี 2567-2568 นักลงทุนรายย่อยในประเทศคือแรงซื้อหลัก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอย่างหนักติดต่อกันเกินแสนล้านบาทต่อปี
ส่วนสถาบันในประเทศก็ไม่ได้ช่วยพยุงตลาดมากนัก เนื่องจากยังติดพันธะการขาย LTF

ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาดังกล่าวต้องพึ่งพาเงินรายย่อยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ถูกแรงขายจาก LTF และเม็ดไหลออกของต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด มีข่าวดีในฝั่งที่มาจากแรงขาย LTF จะเห็นว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนประเภทนี้ลดลงแรงจากต้นปี 2568 จนถึง ณ เดือน ธันวาคม 2568 สิ้นปีตัวเลขที่เหลือเตรียมไถ่ถอน (แรงขาย) มีเพียงแค่ 38,617 ล้านบาท
แปลว่าผู้ถือ LTF ที่ครบกำหนดเลือกขายออกจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ทำให้ตลาดมักอ่อนตัวในช่วงเวลาเดิมซ้ำ ๆ ไม่ใช่เพราะผลประกอบการบริษัทแย่ลง แต่เพราะมีแรงขายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายครั้งตลาดดูเหมือนจะไม่มีแรง แม้ราคาหุ้นจะถูกหรือมีข่าวดีออกมาก็ตาม
กลับมาที่ข่าวดีในปัจจุบัน ผ่านมา 1 เดือนครึ่งของปี 2569 มีการรายงานตัวเลขขายสุทธิของกองทุนในประเทศประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท นั่นแสดงว่า ตัวเลข 3.8 หมื่นล้านบาท น่าจะใกล้เคียงกัน และเชื่อว่าภายในเดือน ก.พ.2569 แรงขายจาก LTF จะหมดลงในที่สุด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจ ถัดมา คือภาพการลงทุนที่เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่หลังวันที่ 14 ม.ค.2569 เมื่อนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แม้ตัวเลขยังไม่สูงมาก แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ เพราะในอดีตเงินทุนต่างชาติมักมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดในระยะกลางถึงยาว
ขณะเดียวกัน LTF ก็เข้าสู่ช่วงปลายวัฏจักรอย่างชัดเจน มูลค่า NAV ลดลงมาเหลือเพียงเศษเสี้ยวของช่วงพีคในอดีต หมายความว่าแรงขายจากฝั่งนี้กำลังหมดแรงลงเรื่อย ๆ
จุดเปลี่ยนอีกอย่าง นับตั้งแต่ช่วงวันที่ 13 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2568 ได้มีมาตรการเปิดทางให้นักลงทุนสามารถสับเปลี่ยน LTF เดิมไปยังกองทุน Thai ESGX ได้ พร้อมรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี กลไกนี้ช่วยชะลอแรงขายแบบเทขายทั้งก้อน และช่วยให้เงินบางส่วนยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบตลาดทุน แทนที่จะไหลออกไปนอกตลาด
เมื่อเอาปัจจัยทั้งหมดมารวมกันจะเห็นว่าตัวถ่วงสำคัญของตลาดหุ้นไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา กำลังค่อย ๆ ถูกปลดออก
ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนหน้าเหมือนคนที่พยายามจะวิ่งให้เร็ว (ตามตลาดหุ้นอื่นๆ) โดยมีถุงทราย (LTF) ผูกข้อเท้าอยู่ ต่อให้มีแรงซื้อจากรายย่อย แข็งแรงแค่ไหนก็ไปได้ไม่ไกล แต่ตอนนี้ถุงทรายนั้นกำลังถูกแกะออกทีละใบจนใกล้หมดแล้ว
ประเด็นนี้ ไม่ได้แปลว่าตลาดหุ้นจะพุ่งแรงในทันที แต่หมายความว่าแรงฉุดเชิงโครงสร้างกำลังหายไป หลังจากนี้ราคาหุ้นจะเริ่มสะท้อนปัจจัยจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกำไรบริษัทจดทะเบียน เศรษฐกิจภายในประเทศ หรือแม้แต่กระแสเงินทุนจากต่างชาติ(Fund flow) ที่ไหลเข้ามา
สำหรับนักลงทุนรายย่อย เฟสนี้จึงไม่ใช่ช่วงของการไล่ราคา หรือเก็งกำไรแบบรวดเร็ว แต่เป็นช่วงของการเตรียมรับรอบใหม่
โดยตลาดจะมีแนวโน้มจะสร้างฐานแบบค่อยเป็นค่อยไป ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นระยะ เพราะแรงซื้อใหม่ยังมาไม่เต็ม แต่แรงขายใหญ่เริ่มลดลงอย่างชัดเจน กลยุทธ์ที่เหมาะคือการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีในวันที่ตลาดอ่อนตัว มากกว่ากระโดดเข้าใส่ในวันที่ดัชนีบวกแรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงขายจาก LTF หายไป หุ้นจะกลับไปถูกประเมินมูลค่าตามกำไรจริงมากขึ้น กลุ่มที่มักได้ประโยชน์ก่อนคือหุ้นที่มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอ หุ้นปันผลดี และหุ้นที่ราคาถูกกดลงลึกเกินพื้นฐานในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน หากเงินต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้ามา หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กลุ่มธนาคาร พลังงาน หรือสื่อสาร ก็มักเป็นเป้าหมายแรก ๆ
สำหรับสาระสำคัญของข้อมูลทั้งหมดนี้ คือ ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน แรงกดจาก LTF ซึ่งถ่วงตลาดมาหลายปีกำลังหมดไป เงินต่างชาติเริ่มส่งสัญญาณกลับเข้ามา และโครงสร้างตลาดกำลังเปิดทางให้ปัจจัยพื้นฐานกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
แต่ต้องระมัดระวังไว้ว่านี่ไม่ใช่สัญญาณของการพุ่งแรงในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเริ่มต้นฟื้นตัวรอบใหม่ของตลาดหุ้นไทย อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





