
บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] เผยกำไรสุทธิไตรมาสแรกงวดปี 69 ลดลง 12.94% รายได้ส่วนแบ่งดิวดี้ฟรีลดลง ขณะที่ราได้จากการบินเพิ่มเพียง 0.67% ตามเที่ยวบิน-ผู้โดยสารที่โตเล็กน้อย รุกปรับโครงสร้างรายได้ดันรายได้จากการบินโตหลังปรับขึ้นค่า PSC คาดเริ่มใช้กลางปี 69 ช่วยอัพรายได้มากกว่าหมื่นล้านบาท/ปี พร้อมเร่งเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่การบิน โดยพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบินของ AOT นอกจากนี้เร่งขยายศักยภาพสนามบินทั้ง 6 แห่งที่ใกล้เต็มขีดความสามารถลงทุนสร้างเสร็จในปี 77 รองรับได้ 214.5 ล้านคน/ปี
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยว่า ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-ธ.ค.68) AOT มีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท ลดลง 3.20% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นรายได้จากกิจการการบินรวม 8,863.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.67% และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน 7,988.73 ล้านบาท ลดลง 9.83% โดยหลักลดลงจากธุรกิจร้านค้าปลอดอากร ทำให้รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ลดลง 15.72% หรือ 886.99 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,652.62 ล้านบาท ลดลง 12.94% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,511.16 ล้านบาท
สำหรับปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด AOT ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน1.82% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 116,594 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศ 91,687 เที่ยวบิน ขณะที่มีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 20.92 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 13.55 ล้านคน
จากการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสาร ส่งผลให้มีระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Utilization Rate) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสนามบินบางแห่งเริ่มเข้าใกล้ระดับขีดความสามารถสูงสุด (Capacity Constraint)สะท้อนความจำเป็นในการเร่งขยายศักยภาพสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จภายในปี 2577 จะทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารรวมประมาณ 214.5 ล้านคนต่อปี สามารถรองรับการเติบโตของผู้โดยสาร เที่ยวบิน ในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
พร้อมกันนี้ AOT รุกปรับโครงสร้างรายได้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผลักดันรายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ผ่านโครงการจูงใจสายการบินให้ทำการบิน ณ ท่าอากาศยานของ AOT เพื่อกระตุ้นการเกิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน รวมทั้งปรับอัตราโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ให้เหมาะสม โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้กลางปี 2569 ซึ่งจะทำให้ AOT มีความแข็งแกร่งทางการเงินขึ้นอีกกว่าหมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ได้เร่งปรับโครงสร้างรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) โดยพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบินของ AOT ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาวและลดความผันผวนที่พึ่งพาธุรกิจการบินเพียงด้านเดียว โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว ได้แก่ สถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าการลงทุนกว่า 40 ล้านบาท และในอนาคตอันใกล้จะมีการเปิดประมูลพื้นที่ 17 ไร่ ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ มูลค่าการลงทุนกว่า 75 ล้านบาท รวมทั้งเปิดให้มีการลงทุนในกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น โรงแรม โครงการ Mixed-use ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสาร
นางสาวปวีณา กล่าวในตอนท้ายว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานอีก 9 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่องตามทิศทางการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการเพิ่มความถี่เที่ยวบินของสายการบินทั้งในและต่างประเทศที่ทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติ ส่งผลให้รายได้จากทั้งกิจการการบินและกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นควบคู่กัน ทั้งนี้ AOT ยืนยันเดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผนแม่บท เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว พร้อมรักษาสมดุลโครงสร้างรายได้ให้แข็งแกร่ง และยั่งยืน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)




