
ธนาคารซิตี้ (Citi) ระบุในวันจันทร์ (16 ก.พ.) ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนในระยะใกล้ จากแรงกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่เร่งผลักดันข้อตกลงสันติภาพเกี่ยวกับรัสเซียและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองประเด็นได้ข้อยุติในช่วงปลายปีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจเผชิญแรงกดดันด้านขาลงในที่สุด
ซิตี้ประเมินว่า หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน และข้อตกลงรัสเซีย-ยูเครน ภายในหรือระหว่างฤดูร้อนปีนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจลดลงมาอยู่ในช่วง 60-62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และทำให้ส่วนต่างกำไรดีเซลและเบนซินลดลงราว 5-10 ดอลลาร์สหรัฐ
ซิตี้มองว่า หนึ่งในกลไกที่สหรัฐฯ สามารถช่วยให้พลังงานมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น คือการผลักดันข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงการลดความตึงเครียดกับอิหร่าน ซึ่งจะเอื้อต่อการปรับลดราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นจากประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สู่ระดับใกล้ 70 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อการส่งออกน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงปัจจัยหยุดชะงักด้านอุปทานอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้เสนอขยายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียให้ครอบคลุมท่าเรือในจอร์เจียและอินโดนีเซียที่รองรับการขนส่งน้ำมันรัสเซีย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ EU พุ่งเป้าไปยังท่าเรือในประเทศที่สาม
ซิตี้ระบุว่า หากความไม่แน่นอนด้านอุปทานจากรัสเซียยังคงทำให้ราคาน้ำมันเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงหลายเดือนข้างหน้า กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) อาจเพิ่มการผลิตจากกำลังการผลิตสำรองที่มีอยู่
แหล่งข่าวในโอเปกพลัสเปิดเผยว่า กลุ่มมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่เดือนเม.ย. เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันสูงสุดในช่วงฤดูร้อน และแรงหนุนด้านราคามาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
นอกจากนี้ ซิตี้ยังระบุว่า จีนยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านในราคาส่วนลดเมื่อเทียบกับราคามาตรฐานโลก ทั้งเพื่อใช้บริโภคและสะสมสต็อก และแนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อไปในปีนี้ ตราบใดที่มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียและอิหร่านยังมีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ ราคาสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดวันจันทร์ (16 ก.พ.) เพิ่มขึ้น 90 เซนต์ หรือ +1.33% สู่ระดับ 68.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





