
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่าในปี 69 คาดการณ์รายได้จากการขายและบริการ เติบโตมากกว่า 15% จากปีก่อน แม้ปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกส่งผลให้รายได้เติบโตต่ำกว่าเป้า แต่ปีนี้บริษัทคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจโดยรวมหรือ EBITDA มีการเติบโตในทิศทางบวก
“แม้ตัวเลข EBITDA ในปี 68 ตามหลักบัญชีจะอยู่ที่ 35,753 ล้านบาท แต่หากปรับปรุงรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time Items) เช่น ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) และการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment) จากธุรกิจ OKEA ออกไป EBITDA ที่แท้จริงจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านบาท”
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Acceleraing Bangchak 100x: Pivoting for Energy Security and Sustainability’ ตั้งเป้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดผลักดัน EBITDA เพิ่มขึ้นแตะระดับ 100,000 ล้านบาทและยอดขายรวม 1 ล้านล้านบาทในปี 73
สำหรับแผนการขยายธุรกิจในปี 69 แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจค้าน้ำมัน EBITDA เติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทในปี 68 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปีนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นราว 50% จากประมาณ 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ปริมาณการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 264,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโรงกลั่นทั้ง 2 โรง ซัพพลายในประเทศเกือบทั้งหมด ทั้งค้าปลีกและอุตสาหกรรม ซึ่งการที่กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทำให้มีน้ำมันใสเพิ่มขึ้น และส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเตากำมะถันที่ราคาที่สูงกว่า
ค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) ปีที่แล้วอยู่ในระดับแข็งแกร่ง 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปีนี้คาดว่าอยู่ในช่วง 6-6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน EBITDA จากการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong ที่จะเริ่มสร้างให้กลุ่มบริษัทบางจาก ประมาณ 750-1,000 ล้านบาทในปี 69
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย ธุรกิจ Power & Infrastructure คาด EBITDA เติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน สาธารูปโภค ดิจิทัล) และการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ โรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง หนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง และโครงการลม “Monsoon” เดินเครื่องเต็มปี กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจากประกาศเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69 มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดว่าการลงทุน CHK จะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี ซึ่งมองว่าการเข้าลงทุนครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ
การลงทุนดังกล่าวเป็นการขยายธุรกิจไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยายธุรกิจต่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK มีส่วนแบ่งการตลาดปั๊มน้ำมันในฮ่องกงที่ 17% มีธุรกิจน้ำมันค้าปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และปั๊มน้ำมันทั่วฮ่องกง
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ภายหลังเข้าซื้อ CHK แล้วบางจากจะยังคงดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้า Licensed by Bangchak และ 2 ปีถัดมาจะเริ่มแปลงเป็นปั๊มภายใต้แบรนด์บางจาก 2 แห่งเพื่อพิจารณาว่ายอดขายเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทมีระยะเวลาทั้งหมด 5 ปี ก่อนพิจารณาจะใช้แบรนด์ Caltex ต่อหรือแปลงเป็นแบรนด์บางจากทั้งหมด
ทั้งนี้ เหตุผลเชิงกลยุทธ์ในการเข้าลงทุนใน CHK เนื่องจากธุรกิจการตลาดในฮ่องกงมีค่าการตลาดอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ พร้อมกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสู่ตลาดภูมิภาค ซึ่งในปี 69 ปริมาณการกลั่นของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน การเข้าลงทุนในฮ่องกงจะเปิดเป็นการขยายพอร์ตการขายของโรงกลั่นทั้ง 2 โรงของบริษัทด้วย
นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในการซื้อขาย ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว อีกทั้งยังสามารถขยายแพลตฟอร์มการค้าน้ำมันและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากลเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





