
ทาริก ราห์มาน เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศในวันนี้ (17 ก.พ.) ถือเป็นการปิดฉากการบริหารงาน 18 เดือนของรัฐบาลเฉพาะกาล ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ชั่วคราวหลังรัฐบาลอำนาจนิยมภายใต้การนำของ เชค ฮาซีนา ถูกประชาชนลุกฮือโค่นล้มเมื่อเดือนส.ค. 2567
ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน เป็นผู้ประกอบพิธีสาบานตนให้แก่ ราห์มาน วัย 60 ปี ณ บริเวณลานทิศใต้ของอาคารรัฐสภา แทนที่จะเป็นทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการฉีกแนวทางปฏิบัติที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน
ราห์มาน ซึ่งจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามวาระ 5 ปี สามารถนำพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.) โดยคว้าที่นั่งในสภาไปได้ถึง 209 ที่นั่ง จากทั้งหมด 297 ที่นั่ง
ทั้งนี้ ทาริก ราห์มาน เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีเซียอูร์ ราห์มาน และคาลิดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ โดยเขาเพิ่งเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเมื่อสองเดือนก่อน หลังจากต้องใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอนนานถึง 17 ปี
ทาริก ราห์มาน กล่าวถึงการกลับมาทำหน้าที่ผู้นำประเทศในครั้งนี้ว่า แม้ตัวเขาจะอยู่นอกประเทศมานานเกือบสองทศวรรษ แต่หัวใจของเขาไม่เคยตัดขาดจากประชาชนชาวบังกลาเทศ และทันทีที่มีโอกาสได้กลับมารับใช้บ้านเกิด เขาจึงไม่ลังเลที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้เพื่ออนาคตของคนในชาติ
เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2544 แต่กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งจากข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกและปัญหาคอร์รัปชัน จนกระทั่งในปี 2550 เขาถูกจับกุมในโครงการปราบปรามทุจริตของรัฐบาลรักษาการในขณะนั้น และมีรายงานว่าเขาถูกทารุณกรรมในคุกอย่างหนักจนต้องนั่งรถเข็นเพื่อเดินทางไปรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษในปี 2551
ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ เชค ฮาซีนา ครองอำนาจ ทาริก ราห์มาน ต้องใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอน พร้อมกับถูกตัดสินจำคุกในหลายคดี ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นแผนการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อไม่ให้เขากลับประเทศ จนกระทั่งภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลฮาซีนาในปี 2567 ศาลได้กลับคำพิพากษาและยกฟ้องทุกคดี เปิดทางให้เขากลับคืนสู่มาตุภูมิเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





