
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะญี่ปุ่นควรหลีกเลี่ยงการลดภาษีบริโภค เนื่องจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในลักษณะที่ไม่กำหนดเป้าหมายอาจซ้ำเติมฐานะการคลังของประเทศให้ย่ำแย่ลง
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีเป้าหมายระงับภาษี 8% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลา 2 ปี หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเธอ ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นเดือนนี้
IMF ระบุในแถลงการณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการปรึกษาหารือตามปกติกับทางการญี่ปุ่นว่า การช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เปราะบาง ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือแรงกระแทกจากภายนอก ควรเป็นมาตรการที่ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ มีลักษณะชั่วคราว และกำหนดเป้าหมายไปที่กลุ่มดังกล่าว
นอกจากนี้ IMF ยังเตือนว่า หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว แม้มาตรการคุมรายจ่ายและการจัดเก็บภาษีที่เข้มงวดขึ้น จะส่งผลดีต่อความพยายามในการปรับฐานะการคลัง (Fiscal Consolidation) หลังยุคโควิดได้ก็ตาม
IMF แสดงความเห็นด้วยว่า “ระบบเครดิตภาษีชนิดขอคืนเป็นเงินได้” (Refundable Tax Credits) ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณานำมาใช้หลังการระงับภาษีบริโภค 2 ปี หากออกแบบอย่างเหมาะสม อาจสามารถให้ความช่วยเหลือครัวเรือนญี่ปุ่นที่เปราะบางที่สุดได้อย่างตรงจุดมากกว่า
ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคการเมืองญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดชูนโยบายระงับหรือยกเลิกภาษีบริโภคสำหรับสินค้าประเภทอาหาร ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่พุ่งสูง
ด้านแหล่งข่าวรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ในการแถลงนโยบายวันศุกร์นี้ (20 ก.พ.) ทาคาอิจิจะให้คำมั่นว่าจะเร่งหารือเรื่องการระงับภาษี โดยตั้งเป้าสรุปผลเบื้องต้นก่อนฤดูร้อนนี้
ญี่ปุ่นเริ่มใช้ภาษีบริโภคมาตั้งแต่ปี 2532 เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น โดยภาษีบริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 10% สำหรับสินค้าและบริการส่วนใหญ่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)





