OR วางงบลงทุน 5 ปี 5.8 หมื่นลบ.โฟกัสธุรกิจ Mobility อัพ EBITDA จ่อถอนทัพกัมพูชาเบนเข็มลุย Budget Hotel

OR เปิดเกมรุกงบลงทุน 5 ปี 5.8 หมื่นล้านบาท ปรับทัพธุรกิจ Mobility และ Lifestyle เต็มสูบ ตั้งเป้ากวาดผู้ใช้บริการทะลุ 5 ล้านคนต่อวัน พร้อมโชว์ฟอร์มแกร่งปี 68 กำไรพุ่งเฉียด 48% ขณะที่กางแผนรับมือความเสี่ยงต่างประเทศ เล็งทบทวนถอนการลงทุนในกัมพูชาหลังยอดขายทรุดหนัก พร้อมแตกไลน์ร่วมทุน CENTEL ปั้นโรงแรม Budget ทั่วไทย ชู IRR เลขสองหลักสร้าง New S-Curve ระยะยาว

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก [OR] เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 69-73) ด้วยงบลงทุน 58,000 ล้านบาท เน้นธุรกิจ Mobility ราว 65.2% ของงบลงทุนทั้งหมด เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคน/วันในปัจจุบัน เป็น 5 ล้านคน/วัน และขยายฐานสมาชิก blueplus+ จากปัจจุบัน 9.3 ล้านบัญชี สู่ระดับ 14 ล้านบัญชีในปี 73 ซึ่งจะส่งผลให้กำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้ในปี 68 บริษัทมี EBITDA สูงขึ้นไปที่ 20,357 ล้านบาท

สำหรับปี 69 บริษัทคาดหวังผลการดำเนินงานทั้งรายได้และ EBITDA เติบโตตาม GDP ของประเทศที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% แรงหนุนจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ซึ่งคาดว่าธุรกิจ Mobility ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกับธุรกิจ Life Style

ขณะที่ธุรกิจ Global ปริมาณขายน้ำมันเครื่องบินในต่างประเทศยังมีการเติบโต แต่ตลาด Retail ในกัมพูชาชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน โดยตั้งงบลงทุนปีนี้ 18,700 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในธุรกิจ Mobility ประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งจะขยายสถานีบริการน้ำมันอีกราว 100 แห่งในพื้นที่ใหม่ๆ และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการขยายพื้นที่ค้าปลีก

“ในปี 69 ยังมีการเติบโตจากทั้ง 3 ธุรกิจหลักของเรา ทั้ง Mobility Lifestyle และการลงทุนในต่างประเทศเพื่อรองรับความผันผวนต่าง ๆ เราต้องดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นหลัก ในส่วนอื่น ๆ เช่น ธุรกิจ Lifestyle ต้องมีจุดดึงดูดคนเข้ามาใช้บริการ ส่วนธุรกิจ Global ในต่างประเทศต้องเลือกลงทุกมากขึ้น เลือกประเทศที่มีศักยภาพดี และมีความเสี่ยงน้อยในแง่ Political risk”ม.ล.ปีกทอง กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทปีนี้คงลดลง โดยเฉพาะในกัมพูชา หลังจากยอดขายลดลงมากถึง 40% ของยอดขายเดิม ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนการทำธุรกิจในอกัมพูชา โดยปัจจุบันได้ลดขนาดการลงทุนลงแล้ว ระยะถัดไปจะลดค่าใช้จ่ายลง ก่อนที่ระยะถัดไปจะพิจารณาว่าจะถอนการลงทุนออกมาหรือไม่ ซึ่งต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้มีผลกระทบต่อบริษัทและผู้ที่มีส่วนได้เสีย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งปีแรกของปี 69

ม.ล.ปีกทอง กล่าวว่า ธุรกิจในกัมพูชามีสัดส่วนต่อรายได้รวมบริษัทเพียง 2-3% แต่บริษัทเคยมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจ เดิมสถานีบริการน้ำมัน PTT ในกัมพูชามี 190 แห่ง แบ่งเป็น 15 แห่งที่บริษัทดำเนินการและยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และที่เหลือเป็นการลงทุนของดีลเลอร์ แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 100 แห่ง

“การตัดสินใจในกัมพูชามีสองอย่าง ถ้าตัดสินใจช้าก็จะยิ่งแย่ แต่ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนภายในข้ามคืน”ม.ล.ปีกทอง กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากโอกาสในการลงทุนในประเทศเริ่มจำกัด ซึ่งการเติบโตต่อจะต้องมีการขยายการลงทุน โดยจะพิจารณาประเทศที่มีศักยภาพเติบโต รวมทั้งประเทศที่ได้เข้าไปลงทุนแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากสามารถปรับกลยุทธ์ได้ก็จะพิจารณา แต่หากปรับแล้วยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายต้องถอนการลงทุนออกมา อย่างไรก็ตาม การถอนการลงทุนนั้นมีค่าใช้จ่ายจึงต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ด้านการลงทุนในประเทศ ล่าสุด OR ได้พยายามสร้าง New S-curve ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา [CENTEL] เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรม Budget ในประเทศไทย มูลค่าการลงทุนเริ่มต้นรวม 706 ล้านบาท โดย OR ถือหุ้น 49% ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 346 ล้านบาท จะสร้างโรงแรม 6 แห่งแรกในทำเลที่มีศักยภาพ ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ อยุธยา ชลบุรี และกาญจนบุรี ทั้งในปั๊มน้ำมัน 5 แห่งและนอกปั๊ม 1 แห่ง ขนาด 70-80 ห้อง คิดค่าห้องพักคืนละ 800-1,000 บาท คาดเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2/70 โดยจะทยอยเปิดดำเนินการเพื่อพิจารณาผลของการลงทุนเป็นระยะ คาดหวังอัตราผลตอบแทน (IRR) เป็นตัวเลขสองหลัก

ส่วนผลการดำเนินงานในปี 68 ของ OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดย OR ได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)