ทรัมป์ชี้มาตรการภาษีช่วยลดขาดดุลการค้า โวสหรัฐฯ จ่อเกินดุลปีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างมากจากมาตรการภาษีศุลกากรที่เขาผลักดัน พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะเกินดุลการค้าในปี 2569 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลง 78% จากการจัดเก็บภาษีกับบริษัทและประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ชี้แจงช่วงเวลาที่ใช้อ้างอิง หรืออธิบายที่มาของตัวเลขดังกล่าว แต่ยืนยันว่าตัวเลขขาดดุลจะพลิกกลับมาเป็นการเกินดุลภายในปีนี้

ข้อมูลของรัฐบาลและการคำนวณของ Investing.com ระบุว่า ยอดขาดดุลการค้าสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับ 2.762 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนต.ค. 2568 จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.405 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. 2568 หรือลดลงราว 80% อย่างไรก็ตาม ยอดขาดดุลได้ขยับขึ้นอีกครั้งสู่ระดับ 5.682 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ย. 2568

ทั้งนี้ ความเห็นของทรัมป์มีขึ้นก่อนการเปิดเผยข้อมูลการค้าอย่างเป็นทางการประจำเดือนธ.ค. ในวันนี้ (19 ก.พ.) ซึ่งตลาดคาดว่าสหรัฐฯ จะเกินดุลการค้า 5.55 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนดังกล่าว โดยจะเป็นการเกินดุลการค้ารายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2518

แม้เดือนธ.ค.มีแนวโน้มเกินดุล แต่ตลอดทั้งปี 2568 คาดว่าสหรัฐฯ จะยังคงขาดดุลการค้ามากกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 โดยการขาดดุลในปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสแรก เนื่องจากผู้นำเข้าเร่งกักตุนสินค้าก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีที่ทรัมป์เรียกว่า “ภาษีวันปลดปล่อย” ในเดือนเม.ย.

ทั้งนี้ คาดว่าเฉพาะการขาดดุลการค้าสินค้าจะยังทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์

ในปี 2568 ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีกับสินค้าหลากหลายประเภท และกำหนดอัตราภาษีกับหลายร้อยประเทศ ตั้งแต่ 10% ถึง 50% แม้ภายหลังจะมีการผ่อนคลายภาษีในอัตราสูงลงเป็นส่วนใหญ่หลังการเจรจาและทำข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศ แต่มาตรการดังกล่าวก็ส่งผลให้การนำเข้าลดลง โดยเฉพาะจากจีน

ข้อมูลยังระบุว่า ยอดนำเข้าสินค้าจากจีนของสหรัฐฯ ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ย. 2568 ปรับตัวลงสู่ระดับ 2.88 แสนล้านดอลลาร์ จาก 4.01 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปี 2567 อย่างไรก็ตาม ยอดนำเข้าจากจีนที่ลดลงนั้น ถูกชดเชยเป็นส่วนใหญ่ด้วยยอดนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากหลายประเทศในเอเชียและยุโรป

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)