
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า นโยบายเศรษฐกิจของจีนก่อให้เกิดความสูญเปล่าภายในประเทศและสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่น ๆ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจีนปรับทิศทางใหม่ โดยนำแบบจำลองเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศมาใช้
คณะกรรมการบริหารของ IMF ระบุในรายงานทบทวนภาวะเศรษฐกิจประจำปี 2568 ของจีนซึ่งมีการเผยแพร่ในวันพุธ (18 ก.พ.) ว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค ควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการที่จีนมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบที่ลุกลามไปยังประเทศคู่ค้า โดยยอดเกินดุลบางส่วนนั้น เกิดจากการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินหยวน
ในรายงานทบทวนเศรษฐกิจจีนครั้งล่าสุดนี้ IMF ใช้คำว่า “ความไม่สมดุลภายนอก” มากกว่า 10 ครั้ง เมื่อเทียบกับรายงานฉบับปี 2567 ที่ไม่มีการระบุถึงเรื่องนี้ โดย IMF ประมาณการยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนในปี 2568 ไว้ที่ 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งมากกว่าเท่าตัวของระดับ 1.5% ที่ประมาณการไว้ในรายงานปี 2567
ขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.2% ของ GDP ในปี 2573 แต่ก็ยังคงสูงกว่าระดับ “ปกติ” ที่ประเมินไว้ที่ 0.9% อย่างมาก
“การปรับรูปแบบการเติบโตของจีนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ” คณะกรรมการ IMF ระบุในรายงาน พร้อมกับเรียกร้องจีนให้มีการตอบสนองอย่างครอบคลุมและจริงจังมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
นอกเหนือจากมาตรการที่มุ่งเน้นการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นทางการเงินแล้ว คณะกรรมการ IMF ระบุว่า การระดมทุนจากรัฐบาลกลางเพื่อจัดการกับปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยังสร้างไม่เสร็จจำนวนมากในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาของจีนนั้น จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้
IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 4.5% ในปี 2569 หลังจากที่ขยายตัว 5% ในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)





